Open post

“โทนี่ รากแก่น” โพสต์ยาวความในใจ ผมไม่ได้เป็นฝ่ายไหน แค่อยากเห็นนายกคนใหม่!

ออกปากบอกเลยว่า ไม่ได้เป็นฝ่ายไหนทั้งนั้น สำหรับนักแสดงหนุ่มสายชิล โทนี่ รากแก่น ที่ล่าสุดได้ออกมาร่ายยาวความในใจผ่านทางอินสตาแกรม @tonirakkaen เพื่อแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เกิดขึ้นอยู่ในช่วงนี้

โดย โทนี่ รากแก่น ได้เลือกภาพ ทิม พิธา มาโพสต์ พร้อมจั่วหัวด้วยคำกล่าวที่ว่า “ผมอยากเห็นนายกคนใหม่!” รวมทั้งชี้แจงเรื่องราวทั้งผองตามความรู้สึกของตนเอง ซึ่งเรียกว่าต้องใจคนอีกหลายๆคนเลยทีเดียว
“ผมอยากเห็นนายกคนใหม่!

tonyy
• ผมบอกเลยว่าผมไม่ได้เป็นฝ่ายไหนทั้งนั้น รวมทั้งผมเชื่อว่าความมากมายหลากหลายในสังคมมันมี ผมสังเกตเห็นมานานละ ข้างหลังๆสังคมเมืองไทยชอบวินิจฉัยคนให้เป็นเพียงแค่ 2 อย่าง ไม่สามกีบก็สลิ่ม แต่ว่าผมอยู่ฝ่ายธรรมชาติอะมีกลุ่มมั้ย? เพราะเหตุใดจะต้องมาจำกัดให้พวกเราจะต้องเลือกฝ่าย? ไหนหล่ะประชาธิปไตย? ทดลองดูเข้าไปในป่าแล้วคุณจะทราบว่า ความมากมายหลากหลายมันเป็นทางรอดของ nature พวกเราก็เป็นส่วนใดส่วนหนึ่งที่จะต้องใช้ oxygen หายใจ จะต้องกินน้ำสะอาด จะต้องพึ่งพาธรรมชาติ พวกเราก็เป็นส่วนนึงของธรรมชาตินี้ แล้วถ้าหากพวกเราจะมีความมากมายหลากหลายก็น่าจะเป็นสิ่งที่ธรรมดา
• ผมเป็นอีกคนหนึ่งที่มีปัญหาเกี่ยวกับระบบทุนนิยม ว่ามันเวิร์กจริงๆหรอ? มันใช่สิ่งที่มีผลดีให้กับสังคม ให้กับประเทศ ให้กับโลกจริงๆหรอ?
• ว่ากันง่ายๆเลยระบบทุนนิยมสนันสนุนการได้กำไรสูงสุด แล้วงี้ผู้ที่ได้ผลผลดีจากระบบนี้เป็นผู้ใด? ผมเห็นว่าไม่มีนะ มีแต่ว่าทรัพยากรธรรมชาติที่ร่อยหลอลงไปเรื่อยเนื่องจากว่ามีแต่ว่าคนอยากได้อยากมี อยากจะทำตามเดียวโดยไม่สนใจถึงเนื้อหาของผลกระทบในด้านที่เสียหายที่ตามมา แล้วสุดท้ายผลกระทบก็มาตกที่พวกเราทุกคน บางครั้งอาจจะกระทบผู้ที่ไม่ค่อยได้รับโอกาศมากกว่า แต่ว่าสุดท้ายแล้วมันก็กระทบหมดอีกทั้งระบบ
• แล้วการปกครองคนด้วยระบบนี้ เป็นแบบพวกเราจะไว้ใจผู้ใดได้ยังไงว่า เขาเข้าไปแล้วเขาจะไม่คิดโกยผลตอบแทน? เขาจะผิดครอบครองด้วยผู้ที่มีอำนาจ? คนที่อยู่รอบข้างเขาจะยังรักษาอุดมการณ์? ทดลองมีความรู้สึกว่า ถ้าหากพวกเราเข้าไปอยู่ถูกจุดนั้น พวกเราควรต้องทำยังไงบ้างเพื่อระบบนี้มันดำเนินไปได้อย่างไม่ผิดฟั่นเฟือน? มันคงไม่ใช่สิ่งที่ทำกันได้ง่ายๆที่พวกเราจะไว้ใจผู้ใดได้
• เวลานี้ผมเห็นระบบนี้มันกำลังไปสู่ทางตัน ราวกับต้นไม้ใหญ่ 500 ปี ที่ดูเหมือนจะมีร่มเงาให้คนส่วนมากได้พัก แต่ว่ารากมันโคตรเน่า รวมทั้งเร็วนี้ๆมันก็จะไม่สามารถผลิตใบ ได้เพียงแค่รอคอยวันที่รากมันยึดลำต้นไม่ไหว เปิดเผยความจริงว่าไอ้ที่พวกเรานึกว่านี่แหละเป็นบ้านพักอิง มองแข็งแรงรวมทั้งมีประสิทธิภาพ มันใกล้จะตาย แต่ว่าถ้าหากมันไม่ตาย ผู้ที่จะต้องพึ่งพามันอาจตายแทน
• ในระหว่างที่พวกเรายังพึ่งพาตนเองไม่ได้รวมทั้งยังจะต้อง rely on ต้นไม้รากเน่าต้นนี้ พวกเราคงจะต้องหวังพึ่งพลังของผู้ที่มีระบบระเบียบความนึกคิด ที่ไม่มุ่งหวังจะมัวแต่กำไร คนที่เริ่มเห็นค่าของการเกื้อกูลกัน แบ่งทรัพยากรกัน ไม่จำเป็นที่จะต้องโกยไว้แต่เพียงตนเองหรือพรรคพวก ผู้ที่เห็นถึงจุดสำคัญของการอยู่รอดร่วมกันอย่างยั่งยืน รวมทั้งสำคัญ ผู้ที่ตั้งใจจริงตั้งอกตั้งใจรวมทั้งอยู่ในภาวะที่มีอำนาจเปลี่ยนแปลงให้มันเกิดขึ้นได้จริง
• ผมติดตามคุณทิมมาครู่หนึ่งแล้ว ผมอยากเห็นการเปลี่ยนแปลงขอรับ ผมยังอยากหวังในระบบนี้ เนื่องจากว่าปัญหาที่เกิดขึ้น ผมเชื่อว่า มันไม่ใช่เนื่องจากว่าระบบอย่างเดียว แต่ว่าเนื่องจากว่า user ด้วย”
แล้ว โทนี่ ยังได้พิมพ์ต่อใต้คอมเมนต์ตนเองอีกว่า
“• พวกสามกีบก็จะต้องเปิดใจเห็นด้วยในความมากมายหลากหลายได้แล้ว ไม่อย่างนั้นก็จะเติบโตไปเปลี่ยนเป็นคนแก่ที่ฝักไฝ่ฝ่ายตัวเองโดยไม่คิดถึงความปรารถนาของผู้อื่นย้อนคัดค้านกับสิ่งที่ตนเองเรียกร้องเป็นประชาธิปไตย ใจเย็นๆมองข้อมูลทั้งสองฝ่าย อีกทั้งฝ่ายตนเองรวมทั้งฝั่งตรงข้าม เอาข้อมูลมาสู้กัน อย่าเสพเพียงแค่ฝ่ายเดียว ทดลองเข้าไปมองฝั่งตรงข้ามบ้างเขาคิดอะไร มันราวกับโลกคู่ขนานเลยจะบอกให้ แล้วถ้าหากมันจริงไม่จริงอย่างไร เอาข้อมูลให้เขาตราบจนกระทั่งเขาจะฟัง เขาคนแก่แล้ว ไม้แก่ดัดยาก เขาไม่ยอมรับสักที เนื่องจากว่ามันมีคนส่วนมากที่มัวแต่ด่าๆๆๆๆๆๆพวกเราอยู่ในยุคข่าวสาร ใช้ความสามารถของการเติบโตมากับเทคโนโลยีให้มีประโยชน์ให้เยอะที่สุด วิจิตรบรรจงกับข้อมูล จะได้แย้งทันเค้าด้วยข้อมูลเน้นๆ
• ส่วนพวกสลิ่มก็ยอมรับได้แล้วว่ารัฐบาลนี้ไม่ได้ปรับปรุงแก้ไขความไม่ถูกกัน ไม่ได้กระตุ้นแล้วส่งผลให้มีการเกิดความสงบเงียบ เห็นๆอยู่ว่าสังคมถูกแบ่งฝ่ายชัดเพิ่มขึ้น รวมทั้งจะยิ่งทวีความรุนแรงขึ้นไปอีก
• การเมืองมันวิจิตรบรรจงมากมาย เนื่องจากว่าพวกเราคิดกันว่าจะสามารถใช้ระบบเดียวสำหรับการดูแลผู้ที่มีความแนกต่างรวมทั้งมากมาย มันไม่มีวันชื่นชอบได้ทุกอย่างหรอก
• ไว้การเมืองที่ทุกคนหวังพึ่งพา มันดีขึ้น ดีจนถึงคนจำนวนมากพึ่งพาตนเองได้ หวังว่าวันนั้นมันจะยังมีป่าให้พวกเราปลูกครับ”

Open post

“ณวัฒน์” ประกาศถอนตัวรายการ ครัวคุณต๋อย ไลฟ์สดซัด! ไม่ต้องส่งข้อความมาแสดงอิทธิฤทธิ์

ถึงแม้จะอยู่ในช่วงที่ต้องพักฟื้นและดูแลสุขภาพร่างกายอย่างเต็มที่ แต่ ณวัฒน์ อิสรไกรศีล พิธีกรชื่อดังและผู้ก่อตั้งเวทีการประกวดระดับนานาชาติ มิสแกรนด์อินเตอร์เนชันแนล ก็ยังคงออกมาอัปเดตข่าวคราวให้แฟนๆ ได้ทราบกันอย่างต่อเนื่อง

เช่นเดียวกันกับไลฟ์ปัจจุบันบนเพจเฟซบุ๊ก @NawatTV เมื่อเวลา 14.00 น. วันนี้ (19 ก.ค. 64) ที่เจ้าตัวได้ถือโอกาสออกมาแจ้งความหวังสำหรับการตกลงใจจบบทบาทการเป็นนักจัดรายการ ห้องครัวคุณต๋อย นับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป

ส่วนทางด้านกระแสข่าวดราม่าอื่นๆที่เกิดขึ้น และก็โปรเจกต์ช่วยเหลือสังคมที่ได้มีการวางแผนไว้นั้น ณวัฒน์ อิสรไกรศีล ก็ยังคงการันตีว่าจะขอเดินหน้าถัดไปตามอุดมการณ์ที่ตั้งหัวใจไว้ตั้งแต่ต้น

“วันนี้มีปัญหาเกี่ยวกับระบบเลือดนิดนึงแต่ไม่ได้เป็นเรื่องใหญ่ ส่วนออกซิเจนดีขึ้น และก็สำหรับโครงการณวัฒน์เพื่อคนไทย วันนี้พวกเราก็ยังคงแจกของกินอยู่ครับ เงินบริจาคที่ทุกคนบริจาคมา พวกเราก็จะไม่เบิก แต่พวกเราจะเก็บไว้มอง หัวข้อนี้ทุกคนไม่จำเป็นที่จะต้องเป็นห่วง พวกเรายังคงใช้เงินของตัวเองอยู่นะครับ”

“ผมขอประกาศตั้งแต่วินาทีนี้ ขอหยุดบทบาทนักจัดรายการ ห้องครัวคุณต๋อย ตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป ถ้าเกิดสัญญาณมาว่าอย่าพูดเรื่องเจ้าสัวเพราะเหตุว่ากลัวไม่ได้สปอนเซอร์ จบ! คนใดกันต้องการจะก้มเอาเศษตังค์มัน เชื้อเชิญ! ไม่ต้องส่งข้อความมาแสดงอิทธิฤทธิ์เหนือผม ส่วนรายการอื่นสักครู่มาจัดการ จำเอาไว้ ผมไม่ซัพพอร์ตพวกท่านเด็ดขาด เป็นไปไม่ได้ อย่าคิดว่าผมกลัว และก็ด้วยความเคารพนับถือ ผมยกย่องผู้ที่ทำงานด้วยกัน ผมก็เลยตกลงใจให้ตนเองฟรี เพื่อไม่เป็นปัญหาต่อทุกคน เพราะเหตุว่าผมจะใช้ความคิดดำเนินการ ผมไม่อยากให้คุณเอาเศษตังค์ของคุณมาบังคับผม จำเอาไว้! เพราะฉะนั้นสถานีไม่ต้องมาตื่นเต้นกับผม โทรทัศน์ไม่อนาคตหรอกจำเอาไว้”

“ด้วยเหตุผลดังกล่าวบทบาทบนหน้าจอรายการห้องครัวคุณต๋อย ถ้าเกิดยังมีเทปอยู่นับว่าเป็นเรื่องธรรมดา แต่ ณ ช่วงนี้ผมได้ลาออกจากหน้าที่เรียบร้อยแล้ว และก็ช่องไม่ต้องหวาดผวานะ ผมออกมาแล้ว หลังจากนี้พวกเรามาเจอกันบนโซเชียล มันคือความจริง มันคือสิ่งที่ไม่โดนกดทับ มันคือสมอง มันคือจิตใจ”

“จำเอาไว้ คุณไม่ได้เป็นคนมีความรู้ความสามารถ แต่คุณเอาตำแหน่งยศมาข่มคนอื่น และก็ก่อไม่ให้กำเนิดความทัดเทียม”

“เพราะฉะนั้นทุกคนเข้าใจครับว่าพวกเราจะไปทางไหน พวกเราจะแน่ชัดกันเช่นไร พวกเราจะไม่กลัวคนใดกัน ผมทำจริง พลังพวกเราจะไม่มีสูญเปล่า จะไม่มีทางกลัวคนใดกัน พวกเราจะต้องต่อสู้ ความเป็นมนุษย์ไม่ได้วัดด้วยเงิน แต่วัดด้วยอุดมการณ์”

“ทั้งหมดทุกอย่างตามนี้นะครับ พวกเราจะอยู่ด้วยตัวเรา คนใดกันอยากเกื้อหนุนผม ซื้อของผมง่ายๆเพียงนี้พวกเราก็อยู่ได้ พวกเราไปได้ ของพวกเราดี ของพวกเราไม่ได้มาจากการเพิ่มอำนาจให้กับใครบางคน ขอบคุณมากทุกคน พวกเราจะอยู่ พวกเราจะนำกันด้วยสมอง พวกเราจะไปด้วยกัน พวกเราจะพูดความจริง ถ้าเกิดความจริงมันทำให้พวกเราตาย พวกเรายังยินดีกว่าคนคดโกงที่มันไม่เคยพูดความจริงสักคำ ยังมีหลายเรื่องที่อยากคุยแต่วันนี้หมดเวลาแล้ว หมอจัดเวลาให้เท่านี้ ขอบคุณมากทุกคนนะครับ”

 

Open post

ด่วน! กพท.ห้ามเที่ยวบินในประเทศ เดินทางเข้า-ออก 13 จังหวัดสีแดงเข้ม ตั้งแต่ 21 ก.ค.

สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (กพท.) ออกประกาศห้ามสายการบินรับส่งผู้โดยสารเข้าหรือออกพื้นที่สีแดงเข้ม 13 จังหวัด ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. นี้

CAAT ออกประกาศควบคุมเที่ยวบินเข้าออกพื้นที่สีแดงเข้ม ส่งผลตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. พุทธศักราช 2564 เป็นต้นไป เพื่อสอดคล้องกับการยกระดับมาตรการเฝ้าระวังคุ้มครองป้องกันโรคครั้งล่าสุดของรัฐบาล ตามที่ ศบค. ประกาศกฎระเบียบฯ (ฉบับที่ 28) รวมทั้งมีคำบัญชาศูนย์บริหารเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 (วัววิด-19) ที่ 10/2564 เรื่อง พื้นที่เหตุการณ์ที่กำหนดเป็นหลักที่ควบคุมสูงสุดรวมทั้งเข้มงวด พื้นที่ควบคุมสูงสุด พื้นที่ควบคุม รวมทั้งพื้นที่เฝ้าระวังสูง ตามข้อกำหนดออกตามความในมาตรา 9 แห่งพระราชกำหนดการจัดการราชการในเหตุการณ์รีบด่วน พุทธศักราช 2548 ช่วงวันที่ 17 ก.ค. พุทธศักราช 2564
ที่ทำการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) ได้ออกประกาศเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการท่าอากาศยานรวมทั้งผู้ดำเนินการเดินอากาศในเส้นทางการบินภายในประเทศในระหว่างเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 (วัววิด-19) (ฉบับที่ 3) เพื่อเป็นไปตามแนวทางที่ ศบค. กำหนดเป็นการชะลอหรือการขัดขวางการเดินทางเข้าออกพื้นที่สีแดงเข้ม โดยการห้ามสายการบินทำบินรับส่งผู้โดยสาร เข้าหรือออกพื้นที่ที่กำหนดเป็นหลักที่ควบคุมสูงสุดรวมทั้งเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ตั้งแต่วันที่ 21 ก.ค. พุทธศักราช 2564 เป็นต้นไป จนกว่าเหตุการณ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะสิ้นสุดไป หรือมีประกาศอื่นใดเสริมเติมกำหนดแนวปฏิบัติซึ่งมีใจจุดสำคัญ ดังนี้
1. ห้ามสายการบินที่ให้บริการผู้โดยสาร (Passenger Flight) ทำบินเที่ยวบินภายในประเทศ (Domestic Flight) รับส่งผู้โดยสารเข้าหรือออกพื้นที่ที่กำหนดเป็นหลักที่ควบคุมสูงสุดรวมทั้งเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) ในช่วงที่มีการระบาดสูงตามข้อกำหนด (ศูนย์บริหารเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 (วัววิด-19) หรือ ศบค. ประเมินไว้พื้นฐานเป็นระยะเวลาไม่น้อยกว่า 14 วัน) นอกจาก
1.1 เป็นเที่ยวบินที่เกี่ยวกับแผนการพื้นที่นำร่องเปิดประเทศ (Sandbox) หรือ
1.2 เป็นกรณีอากาศยานที่ขอลงรีบด่วน (Emergency Landing) หรือขอลงทางด้านเทคนิค (Technical Landing) โดยไม่มีผู้โดยสารลงจากเครื่อง หรือ
1.3 มีความจำเป็น รวมทั้งได้รับอนุญาตจาก CAAT ซึ่งควรต้องแสดงหลักฐานเพื่อแสดงสิ่งที่จำเป็นนั้นเพื่อประกอบกิจการขออนุญาต อย่างเช่น เพื่อเข้ารับบริการด้านการแพทย์ เพื่อการรับวัคซีน ฯลฯ
โดยให้สายการบินรวมถึงท่าอากาศยานจัดแจงเอกสารรับประกันสิ่งที่จำเป็นให้กับคนที่จะต้องดำเนินงานขนส่งสาธารณะในสังกัดซึ่งได้รับเว้นเสียแต่ เพื่อใช้แสดงต่อพนักงานเจ้าหน้าที่หากมีการสำรวจในการดำเนินงานในพื้นที่ควบคุมสูงสุดรวมทั้งเข้มงวด ส่วนในกรณีที่มีการยกเลิกเที่ยวบินรวมทั้งการรวมเที่ยวบิน ให้สายการบินแจ้งรวมทั้งดูแลผู้โดยสารอย่างเหมาะควร ตามประกาศกระทรวงคมนาคม เรื่อง การปกป้องคุ้มครองสิทธิของผู้โดยสารที่ใช้บริการสายการบินของไทยในเส้นทางบินประจำภายในประเทศ พุทธศักราช 2553 สำหรับเที่ยวบินที่ให้บริการระหว่างชาติ รวมทั้งเที่ยวบินที่ขนสินค้าโดยไม่มีผู้โดยสารจะไม่ได้รับผลพวงจากประกาศนี้
2. สำหรับท่าอากาศยานรวมทั้งสายการบินที่ยังคงให้บริการได้เดี๋ยวนี้ ให้ปฏิบัติดังต่อไปนี้
2.1 การบินรับส่งผู้โดยสาร ให้มีปริมาณผู้โดยสารได้ไม่เกินปริมาณร้อยละ 50 ของความสามารถในการรับผู้โดยสารของอากาศยานที่ใช้ในเที่ยวบินนั้นๆรวมทั้งให้จัดที่นั่งข้างในอย่างเหมาะควรโดยนึกถึงมาตรการเว้นระยะห่างเพื่อไม่ให้กำเนิดความหนาแน่นคับแคบ แต่ถ้าผู้โดยสารเดินทางมาด้วยกันสามารถให้นั่งติดกันได้
2.2 ก่อนเข้าพื้นที่ท่าอากาศยาน ให้ตรวจคัดกรองบุคคลที่เข้ามาใช้บริการอย่างเข้มงวด โดยจะต้องสำรวจการสวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า รวมทั้งการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกาย (Body Temperature Screening) ด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดที่ไม่ต้องสัมผัสกับร่างกายของผู้ถูกวัด (Non-contact Infrared Thermometer) หากบุคคลนั้นไม่สวมหน้ากากอนามัยหรือหน้ากากผ้า หรือวัดปรอทได้สูงขึ้นยิ่งกว่า 37.3 องศาเซลเซียส หรือมีอาการระบบฟุตบาทหายใจ อย่างเช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้ปฏิเสธการให้เข้าพื้นที่โดยเด็ดขาด
2.3 ก่อนออกบัตรโดยสาร ให้สายการบินสำรวจเอกสารสำคัญของผู้โดยสารตามมาตรการคุ้มครองป้องกันโรคของจังหวัดจุดหมายอย่างเคร่งครัด หากสำรวจแล้วพบว่าเอกสารไม่ถูกจะต้องไหมครบถ้วนบริบูรณ์ อาจไตร่ตรองหยุดการออกบัตรโดยสารแก่ผู้โดยสารนั้น
2.4 ให้สายการบินวัดอุณหภูมิร่างกายของผู้โดยสารโดยใช้เครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดที่ไม่ต้องสัมผัสกับร่างกายของผู้ถูกวัดก่อนขึ้นเครื่องที่สถานีต้นทาง หากวัดปรอทได้สูงขึ้นยิ่งกว่า 37.3 องศาเซลเซียส หรือมีอาการระบบฟุตบาทหายใจ อย่างเช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ในทันที
2.5 ก่อนออกจากพื้นที่ท่าอากาศยาน ให้ท่าอากาศยานตรวจคัดกรองผู้โดยสารอย่างเข้มงวดโดยการตรวจวัดอุณหภูมิร่างกายด้วยเครื่องวัดอุณหภูมิแบบอินฟราเรดที่ไม่ต้องสัมผัสกับร่างกายของผู้ถูกวัด หากวัดปรอทได้สูงขึ้นยิ่งกว่า 37.3 องศาเซลเซียส หรือมีอาการระบบฟุตบาทหายใจ อย่างเช่น ไอ เจ็บคอ มีน้ำมูก หายใจเหนื่อยหอบ ให้รีบแจ้งเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ในทันที
2.6 ให้ท่าอากาศยานติดตามดูแลให้ผู้ประกอบกิจการร้านต่างๆในเขตพื้นที่ ประพฤติตามมาตรการของ ศบค. โดยเคร่ง
2.7 ให้ท่าอากาศยานรวมทั้งสายการบินเพิ่มความเคร่งครัดในการติดตามดูแลให้ประชากรผู้มาใช้บริการประพฤติตามมาตรการในกฎระเบียบที่ทำการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทยว่าด้วยแนวปฏิบัติในการให้บริการผู้โดยสารสำหรับเส้นทางการบินภายในประเทศในระหว่างเหตุการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 (วัววิด-19) พุทธศักราช 2564 ประกาศ ณ วันที่ 9 เดือนเมษายน พุทธศักราช 2564 โดยเคร่ง รวมทั้งมาตรการ แนวทาง หรือแนวปฏิบัติอันอื่นที่ ศบค. หรือรัฐบาลกำหนด
2.8 ให้ท่าอากาศยานรวมทั้งสายการบินแจ้งเตือนผู้โดยสารกรณีเป็นคนป่วยการันตีหรือผู้สัมผัสเสี่ยงสูง ให้งดเว้นการเดินทาง หากฝ่าฝืนอาจได้รับโทษตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พุทธศักราช 2558
นอกจากนี้ ให้ยกเลิกประกาศที่ทำการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย เรื่อง แนวปฏิบัติสำหรับผู้ประกอบกิจการท่าอากาศยานรวมทั้งผู้ดำเนินการเดินอากาศในเส้นทางการบินภายในประเทศในระหว่างเหตุการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 (วัววิด-19) (ฉบับที่ 2) ประกาศ ณ วันที่ 9 ก.ค. พุทธศักราช 2564 รวมทั้งให้ใช้ประกาศเรื่องแนวปฏิบัติสำหรับผู้ดำเนินการท่าอากาศยานรวมทั้งผู้ดำเนินการเดินอากาศในเส้นทางการบินภายในประเทศในระหว่างเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 (วัววิด-19) (ฉบับที่ 3) ประกาศ ณ วันที่ 18 ก.ค. พุทธศักราช 2564 แทน
ที่ทำการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ตระหนักถึงผลพวงรวมทั้งความติดขัดที่เกิดขึ้น อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการควบคุมการแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสวัวโรที่นา 2019 ก็เลยขอให้ผู้โดยสารทุกท่านโปรดรู้เรื่องรวมทั้งให้ความร่วมมือในมาตรการดังกล่าวมาแล้วข้างต้น โดยที่ทำการการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย ได้ผสานกับสายการบินเพื่อเตรียมอำนวยความสะดวกในการเปลี่ยนกลยุทธ์เดินทางของผู้โดยสารไว้แล้ว รวมทั้งเพื่อผู้โดยสารมีเวลาเพียงแค่พอเพียงในการปฏิบัติการ ก็เลยขอผ่อนผันต่อ ศบค. เพื่อการปฏิบัติการนี้ส่งผลในวันที่ 21 ก.ค. 2564 ซึ่งที่ทำการการบินพลเรือนฯ จะเฝ้าติดตามผลของมาตรการต่างๆอย่างใกล้ชิด เพื่อนำการบินของไทยกลับสู่ภาวการณ์ปกติโดยเร็วที่สุด
หมายเหตุ : พื้นที่ควบคุมสูงสุดรวมทั้งเข้มงวด (พื้นที่สีแดงเข้ม) 13 จังหวัด เช่น จังหวัดกรุงเทพมหานคร ฉะเชิงเทรา จังหวัดชลบุรี จังหวัดนครปฐม จังหวัดนนทบุรี จังหวัดนราธิวาส ปทุมธานี ปัตตานี จังหวัดอยุธยา จังหวัดยะลา จังหวัดสงขลา สมุทรปราการ สมุทรสาคร

Open post

โควิด-19 : รัฐบาลรับรองประสิทธิภาพซิโนแวค-ซิโนฟาร์ม ส่วนแอสตร้าฯ 61 ล้านโดสมาครบ พ.ค. 65

ศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (ศบค.) รายงานยอดผู้ป่วยหน้าใหม่ของไทยประจำวันที่ 15 ก.ค. จำนวน 9,186 ราย และมีผู้เสียชีวิตเพิ่มเติม 98 ราย โดยถือเป็นนิวไฮอีกครั้งสำหรับตัวเลขผู้เสียชีวิตรายวัน ในจำนวนนี้มี 3 รายที่เสียชีวิตคาบ้าน และเพิ่งยืนยันพบเชื้อโควิดหลังหมดลมหายใจ

พล.อำเภอ ประยุทธ์ จันทร์อร่อย นายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกลาโหม ขอให้ประชาชนเชื่อถือว่าวัคซีนที่รัฐบาลรีบจัดหาให้เป็นวัคซีนหลักและวัคซีนช่องทางรวม 3 ยี่ห้อ มีประสิทธิภาพสามารถลดอัตราการตายและอัตราการเกิดอาการรุนแรงของผู้ติดโรคโควิด-19 ได้ ตามการยืนยันทางการแพทย์และนักระบาดวิทยา
นายน้องชาย บูรพชัยศรี พิธีกรประจำนร ออกมาเปิดเผยความคิดเห็นของนายกรัฐมนตรี ต่อสื่อมวลชน โดยย้ำว่าวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า ซิโนแวค และซิโนฟาร์ม ขึ้นบัญชีกับองค์การอนามัยโลก (WHO) และองค์การของกินและยา (สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา) แล้ว
“วัคซีนที่ไทยนำเข้ามาใช้อีกทั้ง 3 ยี่ห้อมีการใช้กันอย่างมากมายทั้งโลก โดยแอสตร้าเซนเนก้ามีการใช้แล้วใน 118 ประเทศทั้งโลก ในตอนที่ซิโนแวคมีใช้ใน 37 ประเทศ และซิโนฟาร์มมีการใช้ 56 ประเทศทั้งโลก” พิธีกรประจำนรอธิบายจำนวน


พิธีกรประจำนรกล่าวเพราะ องค์กรผู้สนับสนุนเพื่อวัคซีน (The Vaccine Alliance หรือ Gavi) มีแผนการจัดส่งวัคซีนกว่า 110 ล้านโดส จากซิโนฟาร์ม 60 ล้านโดส และซิโนแวค 50 ล้านโดส ข้างในปีนี้ เพื่อช่วยเหลือโครงการโคแว็กซ์สำหรับในการแจกจ่ายให้กับประเทศอดอยากทั้งโลก
ยิ่งกว่านั้นรัฐบาลไทยยังมีแผนการนำเข้าวัคซีนต่างเทคโนโลยี เช่น วัคซีนไฟเซอร์ และโมเดอร์ที่นา ซึ่งเป็นเทคโนโลยี mRNA และวัคซีนจอห์นสันแอนด์จอห์นสัน ซึ่งเป็นเทคโนโลยี Viral Vector Vaccine เพื่อให้ความมั่นใจและความเชื่อมั่นว่าทุกคนที่อยู่เมืองไทยจะได้รับการฉีดยาที่มีประสิทธิภาพ ไม่เป็นอันตราย และสามารถลดภาวะป่วยหนักรุนแรง


การออกมามีความเห็นของผู้นำรัฐบาลไทยผ่านกลุ่มพิธีกรเกิดขึ้นท่ามกระแสเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนการนำเข้าวัคซีนซิโนแวคเพิ่ม 10.9 ล้านโดส ภายใต้งบประมาณ 6,100 ล้านบาท ตามความเห็น ครม. เมื่อ 6 กรกฎาคม ข้างหลังมีข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่าประสิทธิภาพสำหรับในการปกป้องการได้รับเชื้อไวรัสสายพันธุ์เดลตาออกจะต่ำ ซึ่งตอนนี้ไวรัสกลายพันธุ์ชนิดนี้ได้ครอบครองพื้นที่การแพร่ระบาดในกรุงเทพฯ ไปเป็นที่เป็นระเบียบแล้ว
กรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่ระบาดหนัก ด้วยยอดผู้ติดโรคคนใหม่สูงสุด 2,224 ราย และผู้ตายสูงสุด 51 รายในรอบวัน
รมช.สธ. ชี้แอสตร้าฯ ส่งวัคซีนครบ 61 ล้านโดสข้างใน เดือนพฤษภาคม 65
วัคซีนซิโนแวคกลายเป็นวัคซีนเบื้องต้นหลักของไทยที่กระจัดกระจายฉีดให้ประชาชน ด้วยยอดการนำเข้าและฉีดไปแล้วอย่างต่ำ 7.4 ล้านโดส เมื่อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้าที่ถูกผลิตขึ้นในโรงงานไทย “ไม่มาตามนัด”
กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) โดยนายแสดง ปิตุๆเตชะ รมช.สธ. ออกมาเห็นด้วยว่า “มีข้อคลาดเคลื่อนเรื่องของจำนวนวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า” จากเดิมบริษัทแอสตร้าเซนเนก้าระบุมอบวัคซีนให้ไทยปริมาณ 61 ล้านโดส ข้างในเดือน ธ.ค. 2564 แม้กระนั้นมีการขอขยายเวลาออกไป ซึ่งจำวันที่และเดือนไม่ชัดเจน แม้กระนั้นคาดว่าเป็นเดือน เดือนพฤษภาคม 2565
ในระหว่างการให้สัมภาษณ์ในรายการ “เจาะลึกทั่วไทย” ออกอากาศทางช่อง MCOT นายแสดงกล่าวว่า ในสัญญาไม่มีเงื่อนเวลา มีเพียงการกำหนดปริมาณวัคซีนทั้งปวงไว้ ส่วนเรื่องเวลา เป็นการเสนอแผนคุยกัน และย้ำว่าการรบวัคซีนเดี๋ยวนี้เป็นอำนาจของคนขาย ด้วยเหตุนี้การกำหนดในสัญญาต่างๆจะไม่ค่อยมีการยืนยันเรื่องเวลา
ที่ผ่านมาประธาน สธ. เคยออกมาเปิดเผยว่า บริษัท ประเทศไทยไบโอไซเอนซ์ จำกัด (SBS) จะมอบวัคซีนแอสตร้าฯ ให้ไทย 61 ล้านโดสในปีนี้ โดยทยอยออกมา 7 ล็อต ตัวอย่างเช่น มิ.ย. 6 ล้านโดส, กรกฎาคม 10 ล้านโดส, เดือนสิงหาคม 10 ล้านโดส, ก.ย. 10 ล้านโดส, ต.ค. 10 ล้านโดส, พฤศจิกายน 10 ล้านโดส และ ธ.ค. 5 ล้านโดส
เหตุการณ์ในรอบ 24 ชั่วโมง นิวไฮตาย 98 ราย
สำหรับเหตุการณ์การได้รับเชื้อไวรัสโคโรนาสายจำพวกใหม่ในไทยในรอบ 24 ชั่วโมง จากการรายงานของ ศบค. มีข้อมูลสำคัญ ดังนี้
• ผู้เจ็บป่วยรายใหม่ 9,186 ราย เป็นการติดโรคในประเทศ 9,085 ราย, ติดโรคในเรือนจำ/ที่ต้องขัง 79 ราย และติดโรคจากต่างแดน 22 ราย ทำให้ยอดผู้เจ็บป่วยสะสมนับตั้งแต่ปี 2563 อยู่ที่ 372,215 ราย หายป่วยแล้ว 266,127 ราย
• ผู้เจ็บป่วยสะสมสำหรับในการระบาดระลอกใหม่ ตั้งแต่ 1 เม.ย. ปริมาณ 343,352 ราย หายป่วยแล้ว 238,701 ราย

Open post

“อาร์เซน่อล” ประเดิมอุ่นแข้งฟอร์มบู่ พ่าย “ฮิเบอร์เนียน” 1-2

“ปืนใหญ่” อาร์เซนอล ยอดทีมแห่งศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ ประเดิมลงสนามเกมอุ่นเครื่องในช่วงปรีซีซัน ด้วยการยกพลไปเยือน ฮิเบอร์เนียน ทีมจากสกอตติช พรีเมียร์ลีก ที่สนามอีสเตอร์ โรด

เกมนี้ มิเกล อาร์เตต้า จัดทัพชุดผสมระหว่างหน้าแข้งชุดใหญ่ กับบรรดาดาวรุ่ง ลงในสนามคละกัน นำทัพมาโดย ปิแอร์-เอเมอริค โอบาเมยอง, วิลเลียน, เอนสลีย์ เมโทแลนด์-ไนลส์, เซอาด โคลาซินัค

ปรากฏว่า เกมนี้ “ปืนใหญ่” เครื่องยังไม่ร้อน พลิกล็อกพ่ายให้กับเจ้าถิ่น ฮิเบอร์เนียน ไป 1-2 โดยกลุ่มจากสกอตแลนด์ ออกนำก่อน 2-0 จาก มาร์ติน บอยล์ น.21 รวมทั้ง ดาเนียล แม็คคาย น.68 ส่วน อาร์เซน่อล มาตีไข่แตกจาก เอมิล สมิธ โรว์ น.82

สำหรับโปรแกรมอุ่นเครื่้องนัดหมายถัดไปของ อาร์เซนอล ยังคงอยู่ในประเทศสกอตแลนด์ ซึ่งพวกเขาจะต้องเจอกับ เรนเจอร์ส เอฟซี กลุ่มแชมป์สกอตติช พรีเมียร์ลีกฤดูล่าสุด ของผู้จัดการทีม สตีเวน พบร์ราร์ด ในวันที่ 17 เดือนกรกฎาคมนี้ เวลา 20.00 น. ตามเวลาของไทย

Open post

“มิน พีชญา”น้ำใจงาม! ทำอาหารกล่องแจกแคมป์คนงามก่อสร้าง

น้ำใจงาม “มิน พีชญา” พร้อมครอบครัว ทำอาหารกล่องแจกแคมป์คนงามก่อสร้าง พร้อมประกาศแคมป์ไหนต้องการทิ้งเบอร์ไว้เลย แฟนๆร่วมอนุโมทนา

เป็นคนในวงการบันเทิงอีกคนหนึ่งที่มีจิตใจสวยงามเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ ต่อญาติชาวไทย ที่ได้รับความหน้าร้อนจากสถานการณ์การแพร่ระบาดเชื้อไวรัสโควิด-19 สำหรับนางเอกสาว “ไม่น พีชญา วัฒนาข้าราชการชั้นผู้ใหญ่” ที่เดินหน้าทำความดีโดยตลอด

min
ปัจจุบันเจ้าตัวร่วมกับครอบครัวขอเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดสำหรับเพื่อการช่วยเหลือพ่อแม่พี่น้องประชาชนที่ได้รับความหน้าร้อนจากโรคโควิด ด้วยการประกอบอาหารขับรถไปมอบให้กับคนงานในแคมป์ก่อสร้างต่างๆที่จำเป็นต้องกักบริเวณภายหลังจากเจอมาตรการล็อกดาวน์ โดยสาวไม่นโพสต์ภาพผ่านอินสตาเอ็งรมส่วนตัวพร้อมใจความว่า

“วันนี้ไม่นทำกับข้าวกับที่บ้านไปแจกแคมป์ก่อสร้าง 2 ที่ หากแคมป์ไหนอยากได้เพิ่มอีกสามารถพิมพ์เบอร์ติดต่อไว้ใต้โพสนี้เลยค่ะ”
ซึ่งงานนี้ก็มีเพื่อนฝูงศิลปิน แฟนคลับเข้ามาแห่ชื่นชอบ แล้วก็ ร่วมอนุโมทนาบุญกับสาวไม่นอปิ้งเนืองแน่น รวมถึงคนที่ได้รับความเดือดร้อนก็ได้เข้ามาทิ้งเบอร์ติดต่อ แล้วก็ ส่งข้อความวิงวอนไว้เยอะๆอย่างยิ่งจริงๆ

 

Open post

5 องค์กร ว่าที่พันธมิตร หมอบุญ นำเข้าไฟเซอร์ 20 ล้านโดส

จับตา 5 องค์กรรัฐ ว่าที่พันธมิตร “หมอบุญ” จ่อนำเข้าไฟเซอร์ 20 ล้านโดส

วันที่ 14 เดือนกรกฎาคม 2564 กรณี แพทย์บุญ วนาสิน หรือ หมอบุญ ประธานกรรมการ บริษัท ธนบุรี เฮลท์สนใจ กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) เผยว่าจะร่วมมือกับองค์กรใหญ่ของภาครัฐ เพื่อสนทนาซื้อวัคซีนชนิด mRNA อีก 2 ยี่ห้อ
ยี่ห้อแรกจาก บริษัท ไบออนเทค บริษัทยาสัญชาติเยอรมนี ผู้พัฒนาวัคซีนคุ้มครองป้องกันเชื้อไวรัสโควิด-19 ร่วมกับบริษัทไฟเซอร์ของสหรัฐฯ ส่วนอีกยี่ห้อจาก บริษัท โนวาแวกซ์ อิงค์ หนึ่งในผู้ผลิตวัคซีนรายใหญ่ของสหรัฐอเมริกา ปริมาณ 20 ล้านโดส โดยจะรีบให้แล้วเสร็จด้านในอาทิตย์นี้ จากที่ได้เสนอข่าวสารไปแล้วนั้น
ปัจจุบัน หมอบุญ ให้สัมภาษณ์บีบีซีไทยว่า วันพรุ่ง (15 ก.ค.) บริษัทจะลงชื่อสัญญาเพื่อนำเข้าวัคซีนจากบริษัท ไบออนเทค โดยจะมีหน่วยงานราชการที่มีสิทธินำเข้าวัคซีนร่วมลงชื่อด้วย ซึ่งจะเปิดเผยชื่อหลังจากการเซ็นต์ชื่อแล้วเสร็จ
การเซ็นต์ชื่อวันพรุ่งจะนับว่าเป็นขั้นตอนสุดท้ายในการการันตีปริมาณวัคซีนที่สั่งซื้อรวมทั้งนำเข้า หลังจากปฏิบัติงานแนวทางการต่างๆมา 1 เดือนแล้ว เหลือแค่ทางสหรัฐอเมริกาเพียงแค่นั้นว่าจะอนุมัติจากที่ขอไป 20 ล้านโดส ในระยะต้นไหม
จากนั้นคาดว่าจะใช้เวลาเพียงแค่ 1 วัน เพื่อขึ้นทะเบียนวัคซีน ด้วยเหตุว่าเป็นวัคซีนชนิดเดียวกันกับที่บริษัทไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ได้ขึ้นทะเบียนไว้กับอย. (อย.) สำหรับใช้ในไทยได้ในภาวะฉุกเฉินแล้ว ก่อนจะนำเข้าได้เลยด้านใน 1 อาทิตย์ โดยเครือโรงพยาบาลธนบุรีจะเป็นผู้กระจายวัคซีน
อย่างไรก็ดี หมอบุญ ไม่ยอมรับที่จะเปิดเผยชื่อหน่วยงานของรัฐที่จะเป็นผู้นำเข้า การันตีว่าหน่วยงานดังที่กล่าวผ่านมาแล้วไม่มีส่วนได้ส่วนเสียจากการเป็นผู้นำเข้าวัคซีน รวมทั้งช่วยด้วยความบริสุทธิ์ใจ
5 องค์กรว่าที่ผู้สนับสนุน “หมอบุญ”
ตอนวันที่ 8 มิถุนายน 2564 ราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ ประกาศศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสโคโรน่า 2019 (โควิด-19) เรื่อง กรรมวิธีการบริหารจัดแจงวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคโควิด-19 สาระสำคัญอยู่ที่ ข้อ 3 ที่กำหนดให้ 5 หน่วยงาน ที่มีบทบาทรวมทั้งอำนาจในการให้บริการด้านการแพทย์ หรือสาธารณสุข แก่พลเมือง ร่วมมือกันในการปฏิบัติงานหา สั่ง หรือนำเข้าวัคซีนคุ้มครองป้องกันโรคโควิด-19 อย่างเร่งด่วน
เพื่อพลเมืองได้รับวัคซีนที่มีคุณภาพรวมทั้งมีประสิทธิภาพอย่างรวดเร็วและทั่วถึง ภายใต้กฎหมาย กฎ หรือกฎระเบียบที่เกี่ยวพัน หรือตามหลักกฏเกณฑ์ที่หน่วยงานนั้นๆระบุ
โดย 5 หน่วยงานดังที่กล่าวผ่านมาแล้ว ประกอบด้วย
1. กรมควบคุมโรค
2. องค์การเภสัชกรรม
3. สถาบันวัคซีนแห่งชาติ
4. สภากาชาดไทย
5. ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ หรือหน่วยงานของรัฐ
2 ตัวเลือกที่เอาทิ้ง
จนกว่ากำลังจะถึงวันพรุ่ง อาจจะยังไม่มีบทสรุปว่าองค์กรใดของภาครัฐที่ร่วมกับหมอบุญ สนทนานำเข้าวัคซีนจาก บริษัท ไบออนเทค แม้กระนั้นองค์การเภสัชกรรม (อภ.) น่าจะเป็นตัวเลือกแรกที่ถูกเอาทิ้ง หากไตร่ตรองจากความไม่ถูกกันปัจจุบันที่ อภ.แจ้งเหตุฟ้องร้องคดีตามกฎหมายกับหมอบุญ ในข้อกล่าวหา “ดูหมิ่นคนอื่นๆด้วยการโฆษณา อันเป็นเหตุให้องค์การเภสัชกรรมได้รับความทรุดโทรม”
กรณีหมอบุญให้สัมภาษณ์หัวข้อการนำเข้าวัคซีนโมเดอร์นาของสมาคมโรงพยาบาลเอกชน โดยบอกว่า บางทีอาจต้องเสียภาษีมูลค่าเพิ่มประมาณ 2 รอบ รอบแรกมาจาก อภ.ที่ซื้อวัคซีนจากบริษัทผู้แทน รอบที่ 2 จากโรงพยาบาลเอกชน ซื้อต่อจาก อภ.อีกที บวกกับค่าบริหารจัดแจงอีก ซึ่งทำให้วัคซีนมีต้นทุนสูง
ในเวลาที่ทาง อภ.โต้ว่าเป็นข้อมูลอันเป็นเท็จ นำมาซึ่งความเข้าใจผิดรวมทั้งกำเนิดความทรุดโทรม แม้กระนั้น อภ.การันตีว่าไม่สามารถที่จะเปิดเผยราคานำเข้าได้ บอกเหตุผลว่าเป็นข้อตกลงในการสนทนาซื้อขาย ที่ไม่ให้ทั้งยัง 2 ข้าง เปิดเผยราคาซื้อขายของคู่ค้าได้
• องค์การเภสัชฯแจ้งเหตุ “หมอบุญ-อำเภอลอย” ดูหมิ่น ปมวัคซีนโมเดอร์นา
• องค์การเภสัช แจงปมราคานำเข้า “วัคซีนโมเดอร์นา” ไม่ตรงความจริง
ประกอบกับที่หมอบุญให้สัมภาษณ์กับบีบีซีไทย สะท้อนปัญหาการนำเข้าวัคซีนโดยภาคเอกชนก่อนหน้านี้ว่า ที่โรงพยาบาลของตนไม่สามารถที่จะนำเข้าวัคซีนได้ เนื่องจากว่าติดข้อตกลงในภาวะฉุกเฉินที่ผู้ผลิตจำเป็นจะต้องทำสัญญากับหน่วยงานราชการเพียงแค่นั้น จนกระทั่งโควิดระบาดหนักเป็นระลอกที่ 3 รัฐบาลก็เลยมีนโยบายวัคซีนโอกาส เพื่อเอกชนมีส่วนร่วมในการนำเข้าวัคซีนได้ จากนั้นไม่นานราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ก็สามารถนำเข้าวัคซีนสิโนฟาร์มได้ด้านใน 2 อาทิตย์
“พวกเราก็เลยมีความคิดเห็นว่าจำเป็นจะต้องใช้วิถีทางในลักษณะเดียวกัน โดยไม่ต้องผ่านองค์การเภสัชกรรมเนื่องจากว่าแนวทางการช้ามากมาย” หมอบุญกล่าว
อีกตัวเลือกที่เอาทิ้งคือ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ด้วยเหตุว่าตอนวันที่ 12 เดือนกรกฎาคมก่อนหน้านี้ หมอบุญให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ เจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ การันตีว่าหน่วยงานที่สนทนาด้วยไม่ใช่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์
ไม่ใช่ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ งานเขามากมาย ก็ไปติดต่อหน่วยงานอื่นที่ใหญ่กว่า” หมอบุญกล่าว
ฉะนั้น ก็เลยเหลืออีก 3 หน่วยงาน ยกตัวอย่างเช่น กรมควบคุมโรค สถาบันวัคซีนแห่งชาติ รวมทั้งสภากาชาดไทย ในปริมาณนี้มี 2 หน่วยงานที่เพิ่งมีข่าวสารเกี่ยวกับวัคซีนโควิด ยกตัวอย่างเช่น กรมควบคุมโรค รวมทั้งสถาบันวัคซีนแห่งชาติ ซึ่งปัจจุบันทางสำนักงานอัยการสูงสุดอ้างถึง บอกว่าเป็นหน่วยงานที่ส่งคำขอให้ช่วยเหลือให้ตรวจร่างสัญญาจัดซื้อวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า
อีกหนึ่งหน่วยงานคือ สภากาชาดไทย ซึ่งก่อนหน้านี้มีการให้บริการฉีดยาผ่านโรงพยาบาลจุฬาลงแขนณ์เพียงแค่นั้น
อย่างไรก็ดี วันพรุ่งก็เลยจะรู้คำตอบแน่ชัด
• อัยการสูงสุด ยังไม่ได้ร่างสัญญาซื้อโมเดอร์นา จนถึง 1 วันเสร็จ

Open post

รัฐบาลรับมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า

นายกฯ เป็นประธานรับมอบวัคซีนแอสตร้าเซนเนก้า จากรัฐบาลญี่ปุ่น จำนวน 1,053,090 โดส ช่วยให้ ปชช. เข้าถึงวัคซีนคลอบคลุมมากยิ่งขึ้น เพื่อผ่านพ้นวิกฤติไปด้วยกัน

ที่ห้องสีฟ้า ตึกสันติไมตรี ทำเนียบรัฐบาล พล.อ. ประยุทธ์ จันทร์อร่อย นายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เป็นประธานงานรับมอบวัคซีนคุ้มครองเชื้อไวรัสโคโรท้องนา 2019 (COVID-19) จากรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น ผ่านระบบการสัมมนาทางไกล โดยมีนายอนุทิน ชาญวีรกุล รองนายกฯและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข นายท้องนาชิดะ คาซูยะ (H.E. Mr. Nashida Kazuya) เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำเมืองไทย เป็นตัวแทนรัฐบาลไทยและประเทศญี่ปุ่น
ภายหลังสำเร็จการรับมอบฯ นายอนุชา บูรพชัยศรี พิธีกรประจำนร เผยสาระสำคัญ ดังนี้
นายกฯกล่าวขอบคุณในความหวังดีและความปรารถนาดีของรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นสำหรับในการเกื้อหนุนวัคซีนคุ้มครองโรคโควิด-19 รัฐบาลไทยรู้สึกจับใจเป็นอย่างมากถึงความหวังดีที่ประเทศญี่ปุ่นมีให้ตลอดมา สะท้อนถึงความข้องเกี่ยวอันมั่นคงของทั้งสองประเทศและความตั้งใจของรัฐบาลไทย-ประเทศญี่ปุ่นที่ต้องการจะแก้ไขเหตุการณ์ของโรคโควิด-19 ด้วยกัน ซึ่งการฉีดยาถือเป็นกลอุบายสำคัญที่สามารถช่วยลดการแพร่ระบาด ทั้งการช่วยเหลือของรัฐบาลประเทศญี่ปุ่นครั้งนี้ มีส่วนสำคัญที่จะมาเสริมกับวัคซีนที่ไทยได้ปฏิบัติงานหามาแล้วเพื่อเพิ่มการเข้าถึงวัคซีนให้ครอบคลุมประชากรมากขึ้น
ลดอัตราการเจ็บป่วยและเสียชีวิต และเกื้อหนุนให้ไทยสามารถเดินหน้าต่อไปได้อย่างเข้มแข็งพร้อมการันตีว่า ไทยพร้อมที่จะก้าวผ่านอุปสรรคต่างๆและวิกฤติครั้งนี้ไปพร้อมด้วยประเทศญี่ปุ่นโดยไม่มีวันทอดทิ้งกัน
นายท้องนาชิดะ คาซูยะ เอกอัครราชทูตประเทศญี่ปุ่นประจำเมืองไทย ได้มอบสารจากนายซูกะ โยชิฮิเดะนายกฯประเทศญี่ปุ่นถึงนายกฯ และได้บอกว่านับถือรัฐบาลไทยสำหรับในการจัดแจงมาตรการโควิดครั้งนี้ หวังว่าการมอบวัคซีนครั้งนี้จะมีส่วนช่วยให้มาตรการฉีดยาของไทยราบรื่นยิ่งขึ้น พร้อมกล่าวถึงการช่วยเหลือร่วมมือของไทยประเทศญี่ปุ่นที่มีมาตลอดการแต่งตั้งความข้องเกี่ยวทางการนักการทูตเกือบจะ 135 ปี โดยประเทศญี่ปุ่นและไทยร่วมฝ่าวิกฤติด้วยกันมาตั้งแต่ปี 2554 และหวังว่ามิตรภาพที่มีจะช่วยทำให้พวกเราผ่านวิกฤติครั้งนี้ไปร่วมกัน กลับมาสู่การเดินทางไปมาหาสู่กันด้วยรอยยิ้มเร็วที่สุด
ดังนี้ วัคซีนดังที่กล่าวมาแล้วข้างต้นได้มีการลงชื่อหนังสือแลกเปลี่ยนระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลประเทศญี่ปุ่น ช่วงวันที่ 29 มิถุนายน 2564 และจัดส่งถึงไทยเมื่อเวลาค่ำของวันที่ 9 ก.ค. 2564 โดยมีจำนวน1,053,090 โดส เป็นวัคซีนของบริษัท AstraZeneca ซึ่งผลิตที่ญี่ปุ่น โดยบริษัท KM Biologics Co., Ltd. และบริษัท Daiichi Sankyo Co., Ltd.

Open post

เกิดอะไรขึ้นเพื่อนรัก “เพชร กรุณพล” – “น็อต วรฤทธิ์” ฉะกันเดือดปมวัคซีนโควิด-19

อยู่ดีๆเพื่อนรักคู่ซี้ อย่าง นักแสดงหนุ่ม “เพชร กรุณพล” กับ พิธีกร นักแสดงชื่อดัง “น็อต วรฤทธิ์” ก็ฟาดคอมเมนต์ใส่กันแบบดุเดือดในเฟซบุ๊กส่วนตัว เกี่ยวกับปมเรื่องฉีดวัคซีนที่คิดต่าง งานนี้ก็ไม่รู้ว่าจะมีการแตกคอหักกันระหว่างเพื่อนหรือเปล่า

โดยสาเหตุจุดเริ่ม เริ่มจากที่ “น็อต วรฤทธิ์” ได้แชร์โพสต์ข้อความที่มีการกล่าวถึงเรื่องการฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อโควิด-19 มาจากเพจเฟซบุ๊กรายหนึ่งที่ให้ข้อมูลเรื่องวัคซีน กรณีที่ไม่ปลดปล่อยให้เอกชนซื้อวัคซีนเอง ด้วยเหตุว่าเอกชนไม่กล้านำเข้า ไม่ค่อยสบายใจเรื่องการส่งผลใกล้กัน แต่รัฐบาลมีการจัดซื้อในรูปแบบ Emergency Use ที่มีการตรวจสอบขั้นแรกว่าส่งผลใกล้กันที่ต่ำ
รวมทั้งภายหลังที่ “น็อต วรฤทธิ์” ได้มีการแชร์โพสต์เพจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น ด้าน “เพชร กรุที่พล” ก็เข้ามาคอมเมนต์โดยทันทีว่า “นี่คือสักแต่ว่าเขียน เอาอกเอาใจรัฐบาลใช่มะ” พร้อมทั้งเขียนอธิบายข้อมูลเรื่องวัคซีนป้องกันโควิด-19 แบบละเอียด ก่อนจะจบท้ายว่า “..เข้ามาเสือ… เพียงเท่านี้ล่ะนะ” รวมทั้ง “น็อต วรฤทธิ์” ก็ได้เข้ามาตอบกลับว่า “เรื่องของ….”
แต่ก็ยังไม่จบด้วยเหตุว่า “เพชร กรุที่พล” ก็เข้ามาสวนกลับอีกว่า “แต่เรื่องของ…มันปลอมอะ” ด้าน “น็อต วรฤทธิ์” ก็เข้ามาฟาดกลับอีกครั้งว่า “ก็ตามที….จะคิด นี่มันเรื่องของ…” ฟาก “เพชร กรุที่พล” ก็เข้ามาบอกอีกว่า “คือ..มิได้คิดไปเองยังไง มันมีข้อเท็จจริงรวมทั้งหลักฐานทางด้านวิทยาศาสตร์รองรับ ไม่ใช่จิตแบบบทความที่เขียนไว้หลอกคน แต่..ก็เลือกที่จะเชื่อในแบบของ… เอาข้อมูลมาให้เพิ่มเพียงแค่นั้นล่ะ เวลาไปคุยกับคนไหนกันจะได้ไม่อายเวลาเขาตอบกลับมา” ฝั่งทาง “น็อต วรฤทธิ์” ก็เข้ามาตอบแบบสั้นๆว่า “ขอบพระคุณ”
งานนี้ก็ไม่เคยทราบว่าเพื่อนรักคู่ซี้คู่นี้จะเพียงแค่เปลี่ยนมุมมอง ความเห็นกัน หรือ ทะเลาะ แตกหักเรื่องวัคซีนหรือเปล่า คงจำต้องเฝ้ามองกันถัดไป แต่ล่าสุด “น็อต วรฤทธิ์” ก็ได้ลบโพสต์ที่แชร์ดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้น รวมทั้ง คอมเมนต์ทิ้งออกมาจากเฟซบุ๊กหมดแล้ว

Open post

ครูลูกกอล์ฟ ท้อ ขอออกจากวงการบันเทิง ถ้าเงียบเช่นนี้ โลกทวิตติดแฮชแท็กพุ่งที่ 1 ส่งกำลังใจ

เป็นหนึ่งในคนดัง ที่ออกมา call out ถึงประเด็นปัญหาบ้านเมืองอยู่ตลอด สำหรับ ครูลูกกอล์ฟ -คณาธิป สุนทรรักษ์ ติวเตอร์สอนภาษาอังกฤษชื่องดัง ที่ล่าสุด ออกมาโพสต์อินสตาแกรมว่า

goft

“ลูกกอล์ฟขอออกจากวงการหรรษานะคะ เนื่องจากถ้าจะเงียบขนาดนี้ ลูกกอล์ฟไม่ต้องการที่จะอยากเสียเวล่ำเวลาอยู่ในที่ที่นี้ค่ะ ขอให้ทุกคนไม่เอ่ยถึงลูกกอล์ฟในฐานะคนภายในวงการหรรษาอีกนะคะ ธรรมดา เข้าไปแค่นิ้วก้อย วันนี้ขอเดินออกมาสุดกำลังแล้วค่ะ
ถัดจากนี้ ขอให้พี่ๆผู้สื่อข่าวทุกสำนักที่มองเห็นใจความนี้ เอ๋ยถึงลูกกอล์ฟในฐานะ คนไทยคนนึงเท่านั้น ไม่ต้องเชื่อมโยงลูกกอล์ฟกับคำว่า “วงการหรรษา” อีก ขอบพระคุณนะคะ และไม่จำต้องทำข่าวสารหัวข้อนี้ค่ะ เสียเวล่ำเวลา เอาเวลาไปทำข่าวสารช่วยพลเมืองค่ะ และก็ลูกกอล์ฟของดรับงานในวงการหรรษาทั้งปวง ไม่ต้องติดต่อมานะขา ขอบพระคุณค่ะ”

goft
ทั้งนี้ หลังจากที่อาจารย์ลูกกอล์ฟ ได้โพสต์ใจความดังกล่าวข้างต้น ผ่านทางทวิตเตอร์ ทำให้ #อาจารย์ลูกกอล์ฟ ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ อันดับ 1 ในประเทศไทย ร่วมกันส่งกำลังใจให้กับอาจารย์ลูกกอล์ฟ ที่กล้าตกลงใจเดินออกมาแบบนี้ โดยต่างออกมาแสดงความเคารพนับถือในการตกลงใจครั้งนี้
ทั้งได้ออกมาตั้งปัญหาถึงคนภายในวงการหรรษา ว่าไม่มีผู้ใดออกมาส่งเสริม หรือ คอล เอาต์ ในประเด็นสังคมเลย

Posts navigation

1 2 3 4 5 49 50 51
Scroll to top