Open post

ตราหมีลุ้นนัดสุดท้าย! บาเยิร์นกัดไม่ปล่อยไล่เจ๊าแอตฯ มาดริด 1-1

โลส โคลโชเนรอส ต้องลุ้นเข้ารอบในเกมท้ายที่สุดกับ ซัลซ์บวร์ก หลังโดนเสือใต้ที่เข้ารอบไปแล้วไล่ตีเสมอช่วงท้ายเกม

ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก 2020/21 รอบแบ่งกลุ่ม กลุ่ม เอ คู่ระหว่าง แอตเลตำหนิโก มาดริด เปิดสนามว่านต๋า เมโทรโปลิตาโนต้อนรับการมาเยี่ยมของ บาเยิร์น มิวนิค
ตราหมี ของ ดิเอโก ซิเมโอเน ต้องการ 3 แต้มเพื่อประกันการเข้ารอบ เกมนี้จัดชุดใหญ่วางหมากมาในระบบ 4-4-2 นำโดย ซาอูล ญีเกซ , โกเก , ยานนิค การ์ราสโก , อังเคล กอร์เรอา และก็ เจา เฟลิกซ์ คู่หัวหอก
ฝั่ง เสือใต้ ลอยลำเข้ารอบไปแล้วในฐานะแชมป์กลุ่ม เกมนี้ ฮันซี ฟลิคส์ ผู้จัดการทีมฟุตบอลให้โอกาสนักเตะสำรองและก็ดาวรุ่ง นำมาโดย เลรอย ซาเน , ดักลาส คอสตา , จามัล มูเซียลา และก็ เอริค มักซ์ซิม ยกโป-โมติง

นาทีที่ 26 เจ้าถิ่นมาได้ประตูนำก่อน จากจังหวะ มาร์กอส ยอเรนเต เพิ่มเกมทางขวากระทั่งสุดเส้นหลังก่อนเปิดหักกลับมาหน้าปากประตูให้ เจา เฟลิกซ์ ชิงจังหวะเข้าชาร์จ แอตฯ มาดริดนำ 1-0
เกมครึ่งแรกเป็นทางเจ้าถิ่นที่แม้ว่าจะครองบอลน้อยกว่าน้อย แม้กระนั้นได้โอกาสทำประตูมากยิ่งกว่าทำให้ จบ 45 นาที แอตฯ มาดริด 1 บาเยิร์น 0
ช่วงหลังนาทีที่ 67 โฆเซ ฆิเมเนซ แนวรับคนสำคัญของตราหมีเจ็บกระทั่งเล่นต่อไม่ไหวต้องเปลี่ยนแปลงเอา เฟลิเป ลงมาเล่นแทน
นาทีที่ 86 กลุ่มเยี่ยมมาได้ลูกโทษที่จุดลูกโทษจากจังหวะ เฟลิเป ไปสกัดขา โธมัส มุลเลอร์ ล้มลงและก็เป็น มุลเลอร์ ยืนขึ้นมาสังหารเอง บาเยิร์นตีเสมอเป็น 1-1
ขณะที่เหลือทั้งคู่กลุ่มทำอะไรกันเพิ่มมิได้ จบเกม แอตเลตำหนิโก มาดริด เสมอ บาเยิร์น มิวนิค 1-1 แบ่งกันไปฝั่งละแต้ม ตราหมี แข่ง 5 นัดหมาย มี 6 คะแนน ต้องลุ้นเข้ารอบเกมท้ายที่สุดในเกมกับ เรดบูลล์ ซัลซ์บวร์ก ส่วนเสือใต้แข่ง 5 นัดหมาย มี 13 คะแนนรั้งชั้น 1 ของตาราง

รายนาม 11 ตัวจริงของทั้งคู่กลุ่ม
แอตเลตำหนิโก มาดริด (4-4-2) : แยน โอบลัค (GK) , คีแรน ทริปเปียร์ , สเตฟาน ซาวิช , โฆเซ ฆิเมเนซ (เฟลิเป น.67) , มาริโอ เอร์โมโซ , มาร์กอส ยอเรนเต , ซาอูล ญีเกซ , โกเก (C) , ยานนิค การ์ราสโก (เรนาน โลดี น.87) , อังเคล กอร์เรอา (เอ็คตอร์ เอร์เรรา น.80) , เจา เฟลิกซ์ (โธมัส เลอร์มาร์ น.87)
บาเยิร์น ไม่วนิต (4-2-3-1) : อเล็กซานเดอร์ นูเบิล (GK) , ลูกาส์ แอร์กน็องเดซ , ไบรท์ อาเรย์-เอ็มบี (แซร์จ กนาบรี น.61) , นิคลาส ซูเล , บูทุ่งนา ซาร์ (คริส ริชาร์ด น.62) , ดาวิด อลาบา (C) , ฆาบี มาร์ตำหนิเนซ (โธมัส มุลเลอร์ น.62) , เลรอย ซาเน , ดักลาส คอสตา (โยชัว เซิร์กซี น.86) , จามัล มูเซียลา , เอริค มักซ์ซิม ยกโป-โมติง
Open post

เชซุสเซ็งโดนยึดสกอร์! แมนซิตี้บุกเจ๊าปอร์โต้ จูงเข้ารอบ16ทีมชปล.

“เรือใบสีฟ้า” แม้ว่าจะเข้ารอบไปแล้วแต่เกมนี้จัดกองทัพใหญ่บุกมาโหมใส่เจ้าถิ่น ปอร์โต้ แบบไม่ยั้งมือ ก่อนจะทำอะไรกันมิได้ จบแบบไม่มีสกอร์ 0-0 ทั้งที่ กาเบรียล เชซุส ยิงเข้าไปแล้วแต่โดน VAR ยึดสกอร์คืน ทำให้ ปอร์โต้ ได้แต้มสำคัญยืนยันตามแมนฯซิตี้ เข้าไปเล่นในรอบน็อคเอาท์ต่อไป
ครึ่งแรก โอกาสลุ้นของ “เรือใบสีฟ้า” จะต้องคอยถึงนาที 22 ข้างหลัง ฟิล โฟเด้น พนันบอลให้ เฟร์ราน ตอร์เรส หลุดเข้าไปยิงติดบล็อคของ อกุสติน มาร์เคซิน นายด่านเจ้าถิ่นที่ออกมาเร็ว แต่ว่าจังหวะนี้ ตอร์เรส ล้ำหน้าไปก่อนแล้ว

เกมผ่านไปครึ่งชั่วโมง ทั้งสองทีมแทบหาโอกาสยิงจะๆมิได้เลยสักหนึ่งครั้ง นาที 35 ทีมเยือนบางทีอาจได้ได้ลุ้นขึ้นนำอีก จังหวะนี้เป็น ราฮีม สเตอร์ลิง เลี้ยงตัดเข้ากึ่งกลางแล้วเปิดแบบครึ่งหนึ่งยิงครึ่งหนึ่งผ่าน บอลพุ่งจะเลยเส้นประตูอยู่แล้วแต่ ยังไปติดแนวรับปอร์โต้เคลียร์ออกมาจวนเจียน
“เรือใบสีฟ้า” เจาะไม่เข้าจะต้องลุ้นจากนอกกรอบ นาที 43 เฟร์ราน ตอร์เรส ลองซัดด้วยขวานอกกรอบแม้กระนั้นบอลก็โผบินออกไปไกล
จบครึ่งแรกประเภทยังยิงกันไม่ตรงกรอบ ปอร์โต้ ยังเสมอกับ แมนฯซิตี้ 0-0
กลับมาบู๊ต่อในช่วงหลัง นาที 51 เจ้าของบ้านได้ลุ้นจากจังหวะยิงไกลของ แซร์โจ้ โอลิเวยร่า นอกกรอบบอลพุ่งแรงแม้กระนั้นยังไปตรงตัว เอแดร์ซอน โมราเอส ซึ่งนับเป็นโอกาสยิงเข้ากรอบหนแรกของเกมนี้อีกด้วย
นาที 54 “เรือใบสีฟ้า” ได้ฟรีคิกหน้ากรอบกว่า 25 หลา ก่อนจะเป็น โอเล็กซานเดร์ ซินศาสนาเชนโก้ รับหน้าที่วิ่งมาปั่นข้ามกำแพงแม้กระนั้นบอลยังพุ่งไปเข้าซองของ มาร์เคซิน
นาที 59 ลูกทีมของ เป๊ป ปล่อยโอกาสทองขึ้นนำหลุดไปอีกข้างหลัง ราฮีม สเตอร์ลิง เอาชนะ มาล็องก์ ซาร์ หลุดเข้าไปดวลคนเดียวแม้กระนั้นยิงไปติดตัวของ อกุสติน มาร์เคซิน
นาที 70 แมนฯซิตี้ พลาดขึ้นนำอีกข้างหลัง ราฮีม สเตอร์ลิง ตวัดยิงเสาแรกบอลผ่านมือ มาร์เคซิน ไปเสาสอง โรดรี้ อุตสาหะพุ่งชาร์จแม้กระนั้นแปลงเป็นเกี่ยวบอลมาให้ เฟร์ราน ตอร์เรส ซัดด้วยขวาจ่อๆไปติดมือนายด่านปอร์โต้อย่างไม่น่าเชื่อ
ทัพเรือใบยังโหมบุกอย่างมาก นาที 76 ชูเอา กานเซโล่ ครอสไปให้ แบร์นาร์โด ซิลวา กดด้วยซ้ายย้ำๆบอลพุ่งไปติดเซฟของ อกุสติน มาร์เคซิน ออกข้างหลัง
แม้กระนั้นแล้ว นาที 81 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ส่งบอลเข้าซุกตูดตาข่ายข้างหลัง แบร์นาร์โด ซิลวา เปิดด้วยซ้ายไปให้ กาเบรียล เชซุส ผู้เล่นสำรองที่พึ่งลงมาโขกไปติดมือ มาร์เคซิน ก่อนจะตามซ้ำเข้าไปกล้วยๆแต่ว่าผู้ตัดสินได้รับสัญญาณจากห้อง VAR ว่าเป็นจังหวะที่ ชูเอา กานเซโล่ ล้ำหน้าไปก่อนทำให้ชวดได้ประตูขึ้นนำ
จบเกม ปอร์โต้ เปิดบ้านเสมอกับ แมนฯซิตี้ แบบไม่มีสกอร์ 0-0 แบ่งแต้มกันไปทำให้ ปอร์โต้ ตาม “เรือใบสีฟ้า” ที่เป็นแชมป์กลุ่มเข้ารอบไปเล่นในรอบ 16 ทีมท้ายที่สุดแน่ๆแล้ว

รายนามผู้เล่นทั้งสองทีม
ปอร์โต้ (5-3-2) : อกุสติน มาร์เคซิน – วิลซอน มานาฟา (นานู น.72), มาล็องก์ ซาร์, ดีโอโก้ ไลเต้,เฉลียงเซล เอ็มเบ็มบ้า, ไซมอง ซานูซี่ – มาเตอุส อูริเบ, โอตาวิโอ (ฟาบิโอ วิเอยร่า น.87), แซร์โจ้ โอลิเวยร่า – เฮซุส โกโรน่า (หฝ่าส์ ดิอ๊าส น.63), มุสซ่า มาเรก้า (เอวานิลสัน น.73)
เทรนเนอร์ : แซร์โจ้ คอนไซเซา
แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ซอน โมราเอส – ชูเอา กานเซโล่, เอริค การ์เซีย, รูเบน ดิอ๊าซ, โอเล็กซานเดร์ ซินศาสนาเชนโก้ – โรดรี เอร์นานเดซ, แฟร์นันดินโญ่, ฟิล โฟเด้น – แบร์นาร์โด้ ซิลวา, เฟร์ราน ตอร์เรส (กาเบรียล เชซุส น.71), ราฮีม สเตอร์ลิง

Open post

ลุ้นทาบจ่าฝูง! เลสเตอร์ต้องเฮส่ง “วาร์ดี้” ตัวจริงยิงฟูแล่ม

เบรนแดน ร็อดเจอร์ส นายใหญ่ เลสเตอร์ ซิตี้ ต้องลืมความพ่ายแพ้ หงส์แดง โดยหากคว้า 3 แต้มในเกมนี้จะขึ้นรองจ่าฝูงแนวรุกไม่มีปัญหาไว้ใจ เจมี่ วาร์ดี้ ล่าสกอร์ ทางด้าน “ทัพเจ้าสัว” อาการหนักจมรองบ๊วยมี อเล็กซานดาร์ มิโตรวิช เป็นตัวทีเด็ด ในศึกฟุตบอลพรีเมียร์ลีก อังกฤษ คืนวันจันทร์ที่ 30 พ.ย. นี้

ปรีวิวฟุตบอล พรีเมียร์ลีก อังกฤษ
วันจันทร์ที่ 30 เดือนพฤศจิกายน 2563
เลสเตอร์ สิตี้ (4) – ฟูเฉือนม (19)
ถ่ายทอดสด : True Premier Football HD 1 (เวลา : 00.30 น.)

สนาม : คิง เพาเวอร์ สเตเดี้ยม

เลสเตอร์ สิตี้ ของผู้จัดการทีม เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส พาทีมบุกไปเสมอ บราก้า มา 3-3 ในยูโรปา ลีก ส่วนเกมลีกนัดหมายล่าสุด โดนหงส์แดง อัดมา 0-3 ทำให้พวกเขาไม่ชนะผู้ใดกันแน่มาแล้ว 2 ครั้งต่อๆกัน

สภาพความพร้อมเพรียงของกลุ่มเกมนี้ “บีร็อด” ยังขาดผู้เล่นที่มีลักษณะเจ็บอยู่แล้ว ไล่ตั้งแต่ ซากลาร์ โซยุยงนยก, แดเนี่ยล อมาร์ตีย์ แล้วก็ วิลฟรีด เอ็นดิดี้ ส่วน ติเตียนโมธี ติดอยู่สตานเญ่ ที่ไม่สมบูรณ์ จำเป็นต้องคอยทดสอบความฟิต ในรายของ ริคาร์โด้ เปเรยร่า แม้ว่าจะกลับมาลงเล่นในกลุ่มสำรองได้แล้ว แต่คาดว่ายังฟิตไม่เพียงพอที่จะลงเล่นกลุ่มชุดใหญ่

ส่วนตัวหลักผู้อื่นที่ได้ลงเล่นตอนมิดวีกก่อนหน้านี้ก็พร้อมลงช่วยกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็น เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, ยูริ ตีเลมันส์, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์, เจมส์ แมดดิสัน แล้วก็ เจมี่ วาร์ดี้

การจัดกองทัพคาดว่าจะมาในระบบ 3-4-2-1 ใช้ ติดอยู่สเปอร์ ชไมเคิ่ล ลงเฝ้าเสา แผงหลังสามคนเป็น  เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์ แล้วก็ คริสเตียน ฟุคส์ โดยมี มาร์ค อัลไบรท์ตัน กับ เจมส์ จัสติน เป็นวิงแบ็กขวา-ซ้าย ตรงกลางใช้ทาง ยูริ ตีเลมันส์ ยืนคุมเกมร่วมกับ น็อมขว้างลิส เมนดี้ ส่วนแนวรุกเป็น เจมส์ แมดดิสัน รอทำเกมในดินแดนบนกับ ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ แล้วก็ เจมี่ วาร์ดี้ ยืนเป็นดาวยิงตัวเป้า

ผ่านมาดูฝั่งฟูเฉือนม ของผู้จัดการทีม สกอตต์ พาร์เกอร์ พาทีมแพ้ เอฟเวอร์ตัน มา 2-3 ในเกมลีกนัดหมายล่าสุด เป็นการแพ้ 2 ครั้งต่อๆกัน

สภาพความพร้อมเพรียงเกมนี้ “กองทัพเจ้าสัว” จะได้ อบูบาการ์ กามาร่า พ้นโทษแบนกลับมาช่วยกลุ่ม แต่ในรายของ เคนนี่ เตเต้ แล้วก็ เทอเรนซ์ ค็องโกโล่ ที่มีลักษณะเจ็บจะพลาดการลงสู่สนามช่วยกลุ่ม ในรายของอเล็กซานดาร์ ไม่โตรำไพช กองหน้าตัวเก่ง ที่เป็นแค่สำรองในเกมก่อน ก็คงจะกลับมาออกตัวตามธรรมดา ส่วนผู้เล่นตัวหลักผู้อื่นอย่าง อัลฟงส์ อเรโอล่า, โยอาคิม อันเดอร์เซ่น, ทอม สนใจนี่ย์ แล้วก็ บ็อบบี้ รีด ก็พร้อมลงช่วยกลุ่มอย่างเดิม

การจัดกองทัพคาดว่าจะมาในระบบ 4-2-3-1 โดยใช้ อัลฟงส์ อเรโอล่า ลงเฝ้าเสา แนวรับมี โยอาคิม อันเดอร์เซ่น เล่นเซ็นเตอร์แบ็กคู่กับ โทสิน อดาราบิโอโย่ ส่วนแบ็กขวา-ซ้ายเป็น โอล่า ไอน่า กับ แอนโทนี โรบินสัน ขยับมาที่ดินแดนกลางส่ง แฮร์ริสัน รีด ลงคุมเกมคู่กับ มาริโอ เลมิน่า ส่วนแนวรุกสามคนเป็น อเดโมล่า ลุคแมน ทำเกมอยู่ทางฝั่งขวา ตรงกลางเป็น ทอม สนใจนี่ย์ ส่วนด้านซ้ายใช้ อิวาน กาวาเลยโร่ แล้วก็หน้าเป้าเป็น อเล็กซานดาร์ ไม่โตรำไพช

รายชื่อนักฟุตบอลที่คาดว่าจะลงสู่สนาม

เลสเตอร์ (3-4-2-1) : ติดอยู่สเปอร์ ชไมเคิ่ล – เวสลี่ย์ โฟฟาน่า, จอนนี่ อีแวนส์, คริสเตียน ฟุคส์ – มาร์ค อัลไบรท์ตัน, ยูริ ตีเลมันส์, น็อมขว้างลิส เมนดี้, เจมส์ จัสติน – เจมส์ แมดดิสัน, ฮาร์วี่ย์ บาร์นส์ – เจมี่ วาร์ดี้

กุนซือ : เบรนดินแดน ร็อดพบร์ส

ฟูเฉือนม (4-2-3-1) : อัลฟงส์ อเรโอล่า – โอล่า ไอน่า, โยอาคิม อันเดอร์เซ่น, โทสิน อดาราบิโอโย่, แอนโทนี โรบินสัน – แฮร์ริสัน รีด, มาริโอ เลมิน่า – อเดโมล่า ลุคแมน, ทอม สนใจนี่ย์, อิวาน กาวาเลยโร่ – อเล็กซานดาร์ ไม่โตรำไพช

กุนซือ : สกอตต์ พาร์เกอร์

ผู้ตัดสิน : ไซม่อน ฮูเปอร์

Open post

เปิด 4 สิ่งที่ได้เห็นจากเกม “แมนยูฯ” รวมพลังบุกฝัง “เซาแธมป์ตัน”

“ปิศาจแดง” แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด บุกมาแซงชนะ เซาแธมป์ตัน ไปแบบสุดมัน และนี่คือ 4 สิ่งที่ได้เห็นจากเกมนี้

Manchester United

1.โซลชาร์ขอมา-คาวานีจัดให้ เกมนี้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตกอยู่ภายใต้เหตุการณ์อันยากลำเค็ญหลังจากโดน เซาแธมป์ตัน ยิงนำไปก่อนในครึ่งแรกถึง 2-0 อย่างไรก็ดี จำเป็นต้องสรรเสริญการแก้เกมอันรวดเร็วทันใจของ โอเล กุนที่นาร์ โซลชาร์ ที่ตกลงใจส่ง เอดินสัน คาวานี แผงหน้าประสบการณ์สูงลงสู่สนามมาตั้งแต่ช่วงต้นช่วงหลัง แทนที่ เมสัน กรีนวูด ที่ความมั่นใจหาย หลุดไปยิงจ่อๆยังไม่เข้า ซึ่ง คาวานี ก็ตอบแทนช่องทางที่ได้รับได้อย่างสมบูรณ์แบบ ด้วยการผ่านบอลให้ บรูโน เฟอร์นันเดส ยิงให้ยูไนเต็ดไล่มาเป็น 1-2 ก่อนที่จะมาทำอีก 2 ประตู ช่วยกลุ่มกลับนรกกลับมาเอาชนะ 3-2 ได้อย่างสุดยอด รวมทั้งควรจะได้การันตีเป็นตัวจริงโดยตลอดได้แล้ว

2.แรชฟอร์ด จำเป็นต้องปรับจังหวะในที่สุด
ถ้าหากกล่าวถึงเรื่องคุณภาพของฝีเท้ารวมทั้งความเร็ว มาร์คัส แรชฟอร์ด ไม่เป็นรองผู้ใดกันแน่แน่ๆสำหรับตำแหน่งแผงหน้าครึ่งปีก แต่ว่าเกมนี้มีหลักสำคัญให้จำเป็นต้องกล่าวถึงเวลาที่ปิศาจแดงตามหลัง 0-2 แรชฟอร์ด มีโอกาสหลุดเข้าไปในเขตโทษ รวมทั้งมี คาวานี วิ่งมาประคองรวมทั้งคงจะมีโอกาสทำคะแนนที่ดีมากยิ่งกว่า แต่ว่า แรชฟอร์ด เลือกที่จะไม่ส่งก่อนจะยิงเองไปติดเซฟผู้เฝ้าประตู นอกเหนือจากนี้ยังมีจังหวะผ่านบอลไปให้ เฟร็ด ในขณะที่ เฟร็ด ล้ำหน้าอยู่ ซึ่งจังหวะนี้เจ้าตัวควรจะตกลงใจยิงเองมากกว่า นี่คือสิ่งที่แรชฟอร์ดยังจำเป็นต้องใช้เวลาสำหรับการปรับแก้ถัดไป แต่ว่าอย่างต่ำเกมนี้เขาก็ช่วยกลุ่มด้วยการเปิดบอลให้ คาวานี ทำคะแนนชัยได้

3.ผีโชว์จิตวิญญาณนักสู้-เซาแธมป์ตันช่วงหลังไม่ถูกฟอร์ม
มั่นใจว่าการคัมแบ็กกลับมาคว้า 3 แต้มในนัดนี้ของ ปิศาจแดง คงจะทำให้แฟนบอลของพวกเขาสุขสบายกันสุดๆเนื่องจากว่าเป็นการบ่งบอกถึงถึงสปิริตนักสู้ ไม่ยอมแพ้หรือยอมกล้วยๆซึ่งนี่เป็นคุณทรัพย์สมบัติของกลุ่มที่จะบรรลุความสำเร็จ การตามข้างหลัง 2 ประตูสำหรับการเจอกับกลุ่มที่กำลังฟอร์มแรงรวมทั้งอยู่ในท็อป 5 ของตารางคะแนน มันไม่ได้ง่ายอยู่แล้ว แต่ว่าในที่สุดผู้ร่วมทีมของ โอเล กุนที่นาร์ โซลชาร์ ก็ทำได้ดีมากยิ่งกว่าที่คิดเอาไว้ เปลี่ยนจาก 0 คะแนน เป็น 3 คะแนนได้เสร็จ ส่วน เซาแธมป์ตัน ไม่มีอะไรให้จำเป็นต้องเสียใจ พวกเขาบ่งบอกถึงแล้วว่าเป็นกลุ่มที่ดีรวมทั้งทำให้คู่แข่งจำเป็นต้องประสบพบปัญหา แต่ว่าโชคร้ายที่ช่วงหลังพวกเขาเล่นกันไม่ถูกฟอร์มไปหน่อย อาจเกิดขึ้นจากใช้พลังงานในครึ่งแรกไปมากมายกระทั่งทำให้ช่วงหลังมีอาการล้าก็เป็นได้

4.ผีแดงกดสถิติสุดเจ๋ง
จากชัยในนัดนี้ทำให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด สร้างสถิติอันเยี่ยมที่สุด ชนะเกมเยี่ยม 8 ครั้งติดต่อกันในลีกสูงสุดเมืองผู้ดี เป็นสถิติใหม่ของสมาพันธ์อีกด้วย ส่วนผลงานในโรงแสดงละครแห่งความฝันกลับสวนกับเกมเยี่ยมแบบสุดๆเนื่องจากว่าพวกเขาแพ้คาบ้านไปแล้ว 3 นัดในเกมลีกฤดูกาลนี้ สิ่งที่พวกเขาจำเป็นที่จะต้องทำต่อไปก็คือรักษามาตรฐานการเล่นรวมทั้งความสม่ำเสมอให้ได้.

Open post

VARออกฤทธิ์ออกเดช!! สิ่งที่อยากบอกข้างหลังลิเวอร์พูลเสีย2แต้ม

liverpool 1
2 ประตูของ ลิเวอร์พูล ถูก VAR ยึดคืน ก่อนที่ VAR จะบรรจงมอบจุดลูกโทษที่ 2 ให้ ไบรท์ตัน ตีเสมอซะอย่างนั้น !!!

1. เจอร์เก้น คล็อปป์ จัดทีมแบบไม่เต็มดูดสักเท่าไหร่ในระบบ 4-2-3-1 โดย โฌแอล มาติ๊ป ดันมาหายตัวไปอีกคนยากจนจะต้องเอาดาวรุ่งอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ กับ แน็ตต์ ฟิลลิปส์ พอดีจริง
ทาคูมิ มินามิโนะ ได้ลงในตำแหน่ง ‘หน้าต่ำ’ เพื่อให้ โรแบร์โต้ ฟีร์มิโน่ เป็นหน้าเป้า ประชิดด้วย โม ซาล่าห์ และก็ดิโอโก โชต้าส่วน จอร์แดน เฮนเดอร์สัน กับ ซาดิโอ มาเน่ ถูกขังไว้ในซุ้มม้านั่งสำรองก่อน
แม้จะไม่สมประกอบ แม้กระนั้นด้วยคุณภาพและก็มาตรฐานที่สูงกว่าก็คงจะ ‘เอาอยู่’ ครับ ว่าแล้วพวกพ้องหงส์ก็เริ่มต้นในตอน 10 นาทีแรกได้เหนือกว่าอย่างแจ่มแจ้ง

2. ไบรท์ตัน เป็นทีมที่เล่นได้แบบ ‘มีทรง’ อยู่แล้วครับ โดยจะใช้การเซ็ตบอลจากในแดนตนเองพลางต่อบอลและก็ทำชิ่งกันฟาดฟันกับคู่แข่ง
ข้างหลังตั้งตัวได้ พวกเขาก็เริ่มครอบครองบอลได้มากขึ้น ก่อนใช้จังหวะหยาบ ดังเช่นว่าการวางตัดข้างหลังแบ็คเข้าโจมตี ลิเวอร์พูล ที่แนวรับดูหละหลวมๆและก็มีช่องว่างเข้าโจมตี
เจ้าถิ่นเล่นกันได้ดีเลยทีเดียว การรับส่งบอลแม่นยำทั้งยังสั้นและก็ยาว แม้กระนั้นปัญหาที่อยู่คู่ทีมนวลนางแดนใต้มาตลอดคือปราศจากความเด็ดขาด
บ่อยครั้งที่เล่นดีได้โอกาสแล้วดันปล่อยให้หลุดลอยไปในอวกาศ ขนาดได้จุดลูกโทษ และก็ได้โอกาสขึ้นนำก่อน ยังอุตส่าห์เอามันไปเขวี้ยงทิ้งลงโถส้วมเลยขอรับคุณ

3.เวลาเดียวกันมันเป็นเกมที่ ลิเวอร์พูล เล่นได้ต่ำลงยิ่งกว่ามาตรฐานของตัวเอง แบ็คขวาอย่าง เนโก วิลเลี่ยมส์ กลายเป็นข้อบกพร่อง แดนกึ่งกลางก็เคลื่อนเกมไม่ถนัดนัก มินามิโนะ ในตำแหน่งลำดับที่ 10 ก็ธรรมดาเหลือเกิน ไม่มีทีเด็ด เกมรุกดูพองๆและก็ปราศจากความดุดัน แถมหาจังหวะจบสกอร์ได้น้อยไปหน่อย
อย่างไรก็ดี ด้วยความไม่เฉียบคมของ ไบรท์ตัน ทำให้พวกเขาถูกลงโทษ เนื่องจากได้โอกาสแล้วทำไม่ได้เอง ในที่สุดเสียประตูให้หงส์แดงจนได้

4. เมื่อ ลิเวอร์พูล ขึ้นนำ 1-0 ดูแล้วก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร แม้จะโชว์ฟอร์มกันได้ไม่ไฉไลสักเท่าไหร่ แม้กระนั้นเกมรุกของเจ้าบ้านก็ไม่มีประสิทธิ์ภาพพอเพียง
แม้กระนั้นคนใดกันแน่จะไปรู้ว่า VAR จะอาละวาด !!!
จุดลูกโทษของ ไบรท์ตัน มาจากจังหวะที่ แอนดี้ โรเบิร์ตสัน ไปหวดเท้าของ แดนนี่ เวลเบ็ค
เท่าที่มองเห็นจากภาพช้า นักเตะที่เด็กหงส์เรียกว่า ‘ร็อบโบ้’ ไม่ได้เจตนาทำฟาวล์อย่างไม่ต้องสงสัย
มิซ้ำในจังหวะนั้น ‘ท่านมหาเทพ’ ก็ไม่น่าจะครอบครองบอล หรือเกี่ยวบอลไปหาจังหวะทำคะแนนได้ซะด้วย
ตามคอมม่อนเซ้นส์ – ไม่น่าจะเป็นจุดลูกโทษครับ
ไหมให้ก็อาจไม่มีใครว่า
แต่ว่าผู้ผดุงความถูกต้องอย่าง VAR กลับไม่ยินยอมปล่อยผ่าน แล้วให้ผู้ตัดสินไปดูเองอีกรอบ
ผมก็มองเสมือนเด็กหงส์จำนวนมากนั่นแหละขอรับว่าไม่น่าจะเป็น ‘จุดลูกโทษ’ นะ
อ้าว…แล้วเหตุไฉน ผู้ตัดสินถึงจัญไรให้เป็นจุดลูกโทษล่ะ ???
เหตุผลที่ผมพอจะนำมาชี้แจงได้ ณ ที่นี้ คือ…ท่านตุลาการสนามวินิจฉัยแบบ ‘ตรงไปตรงมา’ ตามกฏกติกามากเกินความจำเป็นหน่อย

liverpool

คิดกล้วยๆแบบนี้ขอรับ คือถ้าหากเหตุนี้เกิดขึ้นนอกกรอบเขตโทษ มันคือการฟาวล์ไงขอรับ เนื่องจากเท้าของ โรเบิร์ตสัน หวดไปโดนเท้าของ เวลเบ็ค โดยไม่ได้สัมผัสบอล
ถ้าหากเอาตามกฏมันก็ฟาวล์ หากขึ้นนอกเขตก็เป็นฟรีคิก หากขึ้นในเขต ก็เป็นจุดลูกโทษ ตามหลัก ‘นิติศาสตร์’
แม้กระนั้นถ้าหากใช้หลัก ‘รัฐศาสตร์’ หรือมี ‘ศิลปะ’ สำหรับเพื่อการวินิจฉัย ถึงแม้ว่าจะ เวลเบ็ค ไม่โดนสกิดจังหวะนั้นก็ทำคะแนนไม่ได้หรอก บอลล้นหนีเขาไปตั้งแต่จังหวะแรกแล้ว

5. นอกจากโทษความตรงไปตรงมาเหลือเกินของการวินิจฉัย รวมถึงความเฮงซวยของ VAR แล้ว ลิเวอร์พูล อาจถูกลงโทษตนเองด้วยที่เล่นไม่ค่อยดีนัก และก็ยิงประตูที่ 2 เพิ่มไม่สำเร็จ
กระนั้นยังขอยกตำแหน่ง แมน ออฟ เดอะ แมตช์ ให้ VAR นี่แหละ สมแล้วที่โดนทัวร์ลงไปตามกฎเกณฑ์ แถมทำให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ที่ไม่ได้เกี่ยวพันอะไรยังจะต้องมาโดนหางเลขไปด้วย

Open post

“เลเวอร์คูเซน” หยุดสถิติชนะ 5 เกมรวด เจ๊าแฮร์ธาฯ 0-0 ชวดรองจ่าฝูง

Bayer Leverkusen 1
“ห้างขายยา” ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซน หยุดสถิติชนะรวดไว้เพียงแค่ 5 เกม เสมอ “หญิงสูงอายุ” แฮร์ธา เบอร์ลิน 0-0 ศึกบุนเดสลีกา เยอรมัน วันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน

ศึกฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน นัดที่ 9 ของฤดู 2020-21ในสนาม ไบ อารีทุ่งนา ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซน (อันดับ 4 : 8 นัด มี 18 คะแนน) ส่ง แพทริค ชิค ยืนศูนย์หน้า ติดต่อประสานงาน มุสซา ดิยาบี และก็ ลีออน เบลีย์ ต้อนรับ แฮร์ธา เบอร์ลืน (อันดับ 13 : 8 นัด มี 7 คะแนน) ที่มี คริสซ์ตอฟ เปียเท็ก กับ โดดี ลูเกบากิโอ เป็นคู่หัวหอก

แฮร์ธา เบอร์ลิน ตั้งรับแน่นหนา หลังพ่าย โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ เสียหาย 2-5 อาทิตย์ที่แล้ว กระทั่งแทบจะมิได้ขยับขึ้นแดนหน้า จนกระทั่งนาที 32 ไบเออร์ 04 เลเวอร์คูเซน ได้โอกาสใกล้เคียงสุด เคเรม เดอเมียร์บาย พลิกสับไกด้วยซ้าย ระยะราว 30 เมตร อเล็กซานเดอร์ ชโม้ลอฟ นายทวาร ปัดผ่านคาน

เริ่มช่วงหลัง เจ้าถิ่น มีลุ้นจากลูกฟรีคิกของ เคเรม เดอเมียร์บาย นาที 55 และก็ 64 แม้กระนั้นปั่นหลุดกรอบเองทั้งหมด จบเกม เลเวอร์คูเซน เก็บเพิ่มเป็น 19 แต้ม อยู่อันดับ 3 คลาดโอกาสแซง อาร์เบ ไลป์ซิก ขึ้นรองจ่าฝูง ในขณะที่ แฮร์ธา เบอร์ลิน มี 8 แต้ม รั้งอันดับ 13

ผลฟุตบอล บุนเดสลีกา เยอรมัน 2020-21 ประจำวันอาทิตย์ที่ 29 พฤศจิกายน
ไมน์ซ 05 1-1 ฮอฟเฟนไฮม์
1-0 โรบิน ไควสัน น.33, 1-1 อิห์ลาส เบบู น.62

Open post

กินกันไม่ลง! สเปอร์สบุกกระทั่งถึงเชลซีไม่มีสกอร์ แซงหงส์แดงนำผู้นำฝูง

Chelsea
“ดาร์บี้แมตช์ลอนดอน” สิ้นสุดลงด้วยการแบ่งแต้มกันไปแบบไม่มีสกอร์ ข้างหลัง เชลซี แม้ว่าจะเป็นไปได้มากกว่าแต่เจาะ สเปอร์ส ไม่เข้าก่อนจบด้วยการเท่ากันไป 0-0 นำมาซึ่งการทำให้ “ไก่เดือยทองคำ” มี 21 แต้มพอๆกับ ลิเวอร์พูล แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงขึ้นนำหัวหน้าฝูง ส่วน “สิงห์บลูส์” รั้งอันดับ 3 มี 19 คะแนน ในเกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ก่อนหน้านี้

เกมพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อคืนวันอาทิตย์ที่ 29 เดือนพฤศจิกายน ก่อนหน้านี้เป็น “ลอนดอนดาร์บี้” ระหว่างเจ้าถิ่น เชลซี ต่อกร สเปอร์ส ซึ่งเกมนี้ถ้าเกิดทีมใดคว้าสามแต้มได้จะแซง ลิเวอร์พูล ขึ้นนำหัวหน้าฝูงโดยทันที
แฟร้งค์ แลมพาร์ด จัดสามหน้าทั้งยัง ฮาคิม สิเย็ค, แทมมี่ อับราฮัม และ ติเตียนโม แวร์เนอร์ ส่วนทางฝั่ง โชเซ่ มูรินโญ่ มี แฮร์รี่ เคน หน้าเป้าและให้ สตีเว่น เบิร์กไวจ์น, ต็องกี เอ็นด็อมเบเล่ และดื้อ ฮึง-มิน ปั้นเกมช่วยเหลือ
เริ่มเกมมาไม่ถึง 2 นาที “สิงห์บลูส์” ได้ทักทายก่อนเลย ข้างหลัง ฮาคิม สิเย็ค ตะบันนอกกรอบบอลพุ่งแรงแต่ยังไปเข้ามือ อูโก้ โยริส
นาที 9 “ไก่เดือยทองคำ” เกือบจะชิงขึ้นนำไปหลังหรือก่อนบอลสวนกลับขึ้นมาถึง เรกีล่อน ฝากเข้ากลางให้ แฮร์รี่ เคน ก่อนแทงเร็วถึง สตีเว่น เบิร์กไวจ์น แต่งเข้าขวาแต่ซัดเหินคานไปแบบได้เสียว

อีกสองนาทีต่อมา เมสัน เมาท์ พนันบอลให้ ติเตียนโม แวร์เนอร์ หลุดเข้าไปซัดหนีมือ อูโก้ โยริส เบียดเสาเข้าไปแล้ว แต่ผู้ตัดสินไม่ให้ประตูเพราะ แวร์เนอร์ อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้า
นาที 15 สเปอร์ส ได้ลุ้นอีกข้างหลัง แซร์ช โอริเย่ร์ กดด้วยขวาเต็มแรงนอกกรอบ แต่บอลยังไม่ห่างตัว เอดูอาร์ เมนดี้ ที่พุ่งปัดออกไปได้
นาที 29 เป็นช่องทางของ เมสัน เมาน์ท รับบอลจาก ก็องเต้ ก่อนเลี้ยงเข้าหน้ากรอบล็อคหนี มูสซ่า สิสโซโก้ ก่อนกดด้วยซ้ายบอลพุ่งสูงเลยคานออกไป
ไม่ถึงนาทีถัดมา สเปอร์ส โต้กลับขึ้นมาก่อนได้ฟรีคิกกว่า 25 หลานอกกรอบแต่ แฮร์รี่ เคน ปั่นข้ามกำแพงหลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น

ด้านหลังเกมช่องทางเป็นของเจ้าของบ้านมากยิ่งกว่า นาที 36 โจ โรดอน กระแทกบอลทิ้งมาเข้าทาง เบน ชิลเวลล์ แต่อดีตฟูลแบ็กเลสเตอร์วอลเลย์ด้วยขวาหลุดกรอบออกไปอย่างน่าผิดหวัง
จบครึ่งแรก ยังทำอะไรกันไม่ได้ เชลซี เสมอกับ สเปอร์ส แบบไม่มีสกอร์ 0-0
ครึ่งหลัง เจ้าของบ้านโหมบุกอย่างหนัก นาที 48 รีซ เจมส์ ครอสมาให้ แทมมี่ อับราฮัม กระแทกหลุดกรอบ หลังจากนั้นอีก 3 นาทีถัดมา อับราฮัม สบโอกาสซัดหน้ากรอบอีกครั้งแต่บอลก็หลุดกรอบออกไปแบบหมดลุ้น
นาที 65 มูรินโญ่ แก้เกมด้วยการส่ง โจวานนี่ โล เซลโซ่ มาเล่นแทน ต็องกี เอ็นด็อมเบเล่ ก่อนนาที 74 แลมพาร์ด จะถอดเอา ติเตียนโม แวร์เนอร์ ออกแล้วส่ง คริสเตียน พูลิสิช ลงเล่นแทน
นาที 81 เป็นช่องทางส่องเข้ากรอบหนแรกของครึ่งหลังทั้งสองทีม และเกือบจะเป็นประตูขึ้นนำของเจ้าถิ่น ข้างหลัง เมสัน เมาน์ท ลากตัดเข้าหน้ากรอบก่อนตะบันด้วยขวาเน้นย้ำๆบอลพุ่งจะเสียบเสาอยู่แล้วแต่ อูโก้ โยริส จะไวพุ่งบินปัดปลายมือออกไป
ช่วงทดเจ็บ นาที 90+3 สเปอร์ส มาคลาดโอกาสทองคำที่คว้าชัยข้างหลังบอลสวนกลับมาถึงหน้าประตูแต่ โจวานนี่ โล เซลโซ่ ตัดสินใจพลาดเลือกยิงหลุดกรอบออกไปแบบน่าผิดหวัง
จบเกม ทำอะไรกันไม่ได้ เชลซี เสมอกับ สเปอร์ส แบบไม่มีสกอร์ 0-0 แบ่งแต้มกันไป ทำให้ “ไก่เดือยทองคำ” มีเพิ่มเป็น 21 แต้มพอๆกับ “ลิเวอร์พูล” แต่ลูกได้เสียดีกว่าทำให้แซงนำหัวหน้าฝูงส่วน เชลซี รั้งอันดับ 3 มี 19 คะแนนตามหัวหน้าฝูงสองแต้ม

รายนามผู้เล่นทั้งสองทีม

เชลซี (4-3-3) : เอดูอาร์ เมนดี้ – รีซ เจมส์, เคิร์ต ซูม่า, ติเตียนอาโก้ สิลวา, เบน ชิลเวลล์ – มัตเตโอ วัววาสิช, เอ็นโกโล่ ก็องเต้, เมสัน เมาน์ท – ฮาคิม สิเย็ค (ไค ฮาแวร์ตซ์ น.83), แทมมี่ อับราฮัม (โอลิวิเย่ร์ ชิรูด์ น.79), ติเตียนโม แวร์เนอร์ (คริสเตียน พูลิสิช น.74)
ผู้จัดการทีมฟุตบอล : แฟร้งค์ แลมพาร์ด
สเปอร์ส (4-3-3) : อูโก้ โยริส – แซร์ช โอริเย่ร์, โจ โรดอน, เอริก ดายเอ้อร์, เซร์คิโอ เรกีล่อน – มูสซ่า สิสโซโก้, ปิเครื่องปรับอากาศ-เอมิล ฮอยจ์เบิร์ก – สตีเว่น เบิร์กไวจ์น (เบน เดวิส น.89), ต็องกี เอ็นด็อมเบเล่ (โจวานนี่ โล เซลโซ่ น.65), ดื้อ ฮึง-มิน (ลูคัส มูร่า น.90+2) – แฮร์รี่ เคน
ผู้จัดการทีมฟุตบอล : โชเซ่ มูรินโญ่
ผู้ตัดสิน : พอล เทียร์นี่ย์

Open post

โฟเด้นกดชัย! แมนซิตี้บุกทุบโอลิมเปียกอส เฮ4นัดรวดลิ่ว16ทีมชปล.

แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ไม่พลาดสามคะแนนหลังบุกไปเอาชนะ โอลิมเปียกอส ทีมดังจากกรีซ 1-0 ฟิล โฟเด้น ซัดประตูชัย ส่งผลให้ “เรือใบสีฟ้า” ชนะรวด 4 เกมในรอบแบ่งกลุ่ม พร้อมคว้าตั๋วเข้าไปเล่นในรอบ 16 ทีมสุดท้ายสำเร็จ ศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ลีก เมื่อคืนวันพุธที่ผ่านมา

ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก ฤดูกาล 2020-21 เมื่อคืนนี้วันพุธที่ 25 พฤศจิกายน ก่อนหน้านี้ ระหว่าง โอลิมเปียกอส เจอกับ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ โดยเกมล่าสุดทั้งสองเพิ่งพบกันก่อนพักเบรคกลุ่มชาติซึ่ง “เรือใบสีฟ้า” ไล่ต้อนเอาชนะไปได้ 3-0

โดยก่อนแข่งขันผู้เล่นทั้งคู่กลุ่มยืนไว้อาลัยให้กับ ดีเอโก้ มาราโดน่า ที่เสียชีวิตไปในวัย 60 ปี ด้วยอาการหัวใจวายฉับพลัน

mancity2

โฟเด้นกดชัย! แมนซิตี้บุกตีโอลิมเปียกอส เฮ4นัดรวดลิ่ว16กลุ่มชปล.
ADVERTISEMENT

เปิดตัวครึ่งแรกมาแค่นาทีที่ 3 “เรือใบสีฟ้า” ได้ทักทายก่อนจากจังหวะที่ โรดรี้ สบโอกาสส่องไกลด้วยขวาจากนอกกรอบแต่ว่าบอลยังพุ่งไปตรงตัว โชเซ่ ซา

ยังคงเป็นสมาชิกของ เป๊ป ที่ดาหน้าบุกจู่โจมสม่ำเสมอ นาที 9 ฟิล โฟเด้น ลากเข้าไปในกรอบก่อนซัดมุมแคบทางซ้ายบอลพุ่งไปเข้ามือนายด่าน โอลิมเปียกอส อีกครั้ง

อีกสองนาทีต่อมา กางร์นาร์โด้ ซิลวา ครอสบอลมาหน้ากรอบให้ กาเบรียล เชซุส ขึ้นกระแทกแต่ว่าบอลยังไม่ผ่านมือ โชเซ่ ซ่า ที่เซฟไว้ได้

นาที 36 แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ได้ประตูขึ้นนำ 1-0 จนได้ จากจังหวะประสานงานอันดีเริ่มจาก กาเบรียล เชซุส แทงไปในกรอบให้ ราฮีม สเตอร์ลิง ตอกส้นคืนหลังมาให้ ฟิล โฟเด้น วิ่งมาซัดด้วยซ้ายพุ่งเลียดผ่านมือ โชเซ่ ซา เข้าไป

ADVERTISEMENT
mancity3

โฟเด้นกดชัย! แมนซิตี้บุกตีโอลิมเปียกอส เฮ4นัดรวดลิ่ว16กลุ่มชปล.
ช่วงทดเจ็บ นาที 45+1 ราฮีม สเตอร์ลิง ได้ทดลองกดด้วยขวาจากนอกกรอบ แต่ว่าบอลก็ยังโดน โชเซ่ ซ่า นายด่านของเจ้าบ้านปฎิเสธปัดออกไปได้อีก

จบครึ่งแรก โอลิมเปียกอส ตามหลัง แมนฯ ซิตี้ 0-1

ครึ่งหลัง นาที 49 แมนฯซิตี้ เกือบได้ลุ้นเม็ดสองหลัง ยกเอา กานเซโล่ ครอสบอลมาให้ กางร์นาร์โด้ ซิลวา ซัดด้วยซ้ายไปเข้ามือ โชเซ่ ซา ต่อมาอีกนาที อิลคาย กุนโดกัน เก็บบอลได้ก่อนอัดด้วยขวาบอลพุ่งหลุดกรอบไปแบบได้เสียว

นาที 61 ยกเอา กานเซโล่ ได้กดด้วยขวาข้างถนัดนอกกรอบบอลพุ่งแรงแต่ว่ายังไม่ผ่านมือ โชเซ่ ซา รับไว้ได้
mancity4
โฟเด้นกดชัย! แมนซิตี้บุกตีโอลิมเปียกอส เฮ4นัดรวดลิ่ว16กลุ่มชปล.
ต่อมาในนาที 64 กานเซโล่า เล่นชิ่งกับ กาเบรียล เชซุส ก่อนหลุดเข้าไปซัดด้วยขวาแต่ว่ายังไปติดตรงตัวนายด่านของเจ้าถิ่น

ต่อมาอีกสองนาที สเตอร์ลิง หลุดไปถึงเส้นหลังก่อนปาดมาในกรอบ 6 หลาบอลไปโดนลำแข้งเจ้าบ้านสกัดมาติด สเตอร์ลิง กระดอนไปเข้าทาง กางร์นาร์โด้ ซิลวา ยิงไปตรงตัวก่อนที่ โชเซ่ ซา มือกาวเจ้าบ้านจะตามรับไว้ได้

นาที 88 คอสตาส ฟอร์ตูนิส ศูนย์หน้าตัวเก่งของเจ้าถิ่นสบโอกาสลุ้นตีเสมอบ้างหลังกดด้วยขวาเน้นย้ำๆแต่ว่าพุ่งหลุดกรอบออกไป

จบเกม แมนเชสเตอร์ ซิตี้ บุกมาเอาชนะ โอลิมเปียกอส 1-0 คว้าสามแต้มทำให้ชนะในรอบแบ่งกลุ่ม 4 นัดรวด มีเพิ่มเป็น 12 คะแนน รับประกันผ่านเข้าไปเล่นในรอบ 16 กลุ่มในที่สุดแล้ว

รายชื่อผู้เล่นทั้งคู่กลุ่ม

โอลิมเปียกอส (5-4-1) : โชเซ่ ซา – โมฮาเหม็ด ดราเกอร์ (มาริออส วรูไซ น.66), อูสเซย์นู บา, รูเบน เซเมโด้, ป๊าป อาบู ซิสเซ่, ราฟินญ่า – จอร์จอส มาซูราส (ฮิลาล ซูดานี่ น.78), กระทั่งถึงน์ เอ็มวิล่า, เปกระเป๋า (อันเดรียส บูชาลากิส น.71), โมฮาเหม็ด ราคะร่า – คอสตาส ฟอร์ตูนิส,

ผู้ฝึกสอน : เปโดร มาร์ตินส์

แมนฯ ซิตี้ (4-3-3) : เอแดร์ชอน โมราเอส – ยกเอา กานเซโล่, รูเบน ดิอ๊าส, จอห์น สโตนส์, เบนฌาแม็ง เมนดี้ (โอเล็กซานเดอร์ ซินศาสนาเชนหรูหรา น.78) – อิลคาย กุนโดกัน (โธมัส ภูเขาล์ น.86), โรดรี้ (แฟร์นานดินโญ่ น.76), กางร์นาร์โด้ ซิลวา – ราฮีมสเตอร์ลิง (ริยาด ม่าห์เรซ น.76), กาเบรียล เชซุส (เซร์คิโอ “กุน” อเกวโร่ น.78), ฟิล โฟเด้น

ผู้ฝึกสอน : เป๊ป กวาร์ดิโอล่า

ผู้ตัดสิน : ดาวิเด้ มาสซ่า (อิตาลี)

Open post

ปิดตำนานหัตถ์พระเจ้า! “มาราโดนา” เสียชีวิตแล้วในวัย 60 ปี ด้วยอาการหัวใจวาย วันที่ 26/11/2020 ปิดตำนานหัตถ์พระเจ้า! “มาราโดนา” เสียชีวิตแล้ว ในวัย 60

ข่าวช็อควงการลูกหนัง รวมถึงแฟนบอลทั่วทั้งโลก เมื่อดิเอโก มาราโดนา ตำนานลูกหนังตลอดกาลแห่งดินแดนฟ้า-ขาว อาร์เจนตินา เสียชีวิตด้วยอาการหัวใจวาย เมื่อวันที่
โดยโฆษกส่วนตัวของ “เสือเตี้ย” ดิเอโก มาราโดนา ตำนานนักเตะชาวอาร์เจนตินา เจ้าของสมญานาม “หัตถ์พระผู้เป็นเจ้า” แถลงการันตีวันพุธ (25 เดือนพฤศจิกายน) ว่า มาราโดนาเสียชีวิตจากอาการหัวใจวายด้วยวัย 60 ปี หลังจากที่เจ้าตัวพึ่งเข้ารับการผ่าตัดที่สมองรวมทั้งออกมาจากโรงหมอเมื่อวันที่ 11 เดือนพฤศจิกายนก่อนหน้าที่ผ่านมา
ระหว่างที่ประธานาธิบดีอัลแบร์โต เฟอร์นันเดซ ของอาร์เจนตินา แถลงแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของมาราโดนา พร้อมประกาศไว้อาลัยทั้งประเทศเป็นเวลา 3 วัน
ด้านสัมพันธ์บอลอาร์เจนตินา นำโดยเคลาดิโอ ทาเปีย ประธานสัมพันธ์ฯ แถลงแสดงความเสียใจอย่างซาบซึ้งต่อการจากไปของยอดตำนานลูกหนังของประเทศ “คุณจะอยู่ในใจเราเสมอ” ทาเปียกล่าวไว้อาลัยแก่มาราโดนา
สำหรับ ดิเอโก มาราโดนา โลดแล่นในฐานะตำนานลูกหนังตลอดกาลของโลก ผลงานที่เด่นที่สุดหมายถึงช่วยทำให้กลุ่มชาติฟ้า-ขาว อาร์เจนตินา ได้แชมป์บอลโลก ปี 1986 โดยก่อตำนานที่โลกไม่มีทางลืมในแมตช์ที่เจอกับกลุ่มชาติอังกฤษ ซึ่งมาราโดนา ทำประตูด้วยผู้กระทำระกระโดดใช้มือปัดบอลเข้าประตู พาทีมฟ้า-ขาว ถือถ้วยแชมป์บอลโลกในปีนั้น ทำให้การทำประตูนั้นถูกเรียกกันว่า “หัตถ์พระผู้เป็นเจ้า”

Open post

แมนยูไม่สู้ค่าตัว “แมนฯ ซิตี้” เล็งปาดซิวแข้งจอมปั้นเกม

man u

แมนยูไม่สู้ค่าตัว “แมนฯ ซิตี้” เล็งปาดซิวแข้งจอมปั้นเกม

“เรือใบสีฟ้า” แมนชสเตอร์ สิตี้ ตกเป็นข่าว วางตัวหน้าแข้งจุดมุ่งหมายของ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เป็นจุดมุ่งหมายอันดับ 1 ในการเสริมทัพ

วันที่ 24 พ.ย. 63 ดิ อินดิเพนเดนท์ สื่อดังของอังกฤษ ตีข่าว “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ สมาคมเข้มแข็งแห่งศึกพรีเมียร๋ลีก อังกฤษ วางตัว แจ็ค กรีลิช มิดฟิลด์ตัวรุกทีมชาติอังกฤษของ “สิงห์ลำพอง” แอสตัน วิลลา เป็นจุดมุ่งหมายสำคัญในการเสริมทัพ
สำหรับ เป๊ป กวาร์ดิโอลา กุนซือแมนเชสเตอร์ ซิตี้ คิดแผนที่จะเสริมความแข็งแกร่งให้กับทีมในเดือนมกราคมหรือในตอนซัเมมอรืปีหน้า และก็ตามรายงานจากวื่อดังของดินแดนผู้ดีระบุว่า แจ็ค กรีลิช คือนักเตะที่ที่ปรึกษาชาวสเปนอยากได้มาร่วมทีมสูงที่สุด แม้ว่าเรือใบสีฟ้าจะตกเป็นข่าวกับสตาร์ดังอย่าง แฮร์รี เคน แนวรุกของทอตแนม ฮอตสเปอร์ กับ ลิโอเนล เมสซี ศูนย์หน้าของบาร์เซโลนา ด้วยก็ตาม
ยิ่งกว่านั้น รายงานยังเจาะจงเพิ่มเติมเพราะ เป๊ป ตั้งใจจริงเรื่องดีลของ กรีลิช ถึงขั้นมีการคุยเกี่ยวกับฝีเท้าของหน้าแข้งรายนี้กับ เควิน เดอ บรอยน์ เลยทีเดียว และก็ เดอ บรอยน์ ก็ชื่นชอบในฝีเท้าของ กรีลิช อย่างมาก ภายหลังได้ได้โอกาสดวลกันในเกมที่ เบลเยียม ชนะ อังกฤษ 2-0 ในศึกยูฟ่า เนชันส์ ลีก ช่วงวันที่ 15 พ.ย. ก่อนหน้าที่ผ่านมา
ดังนี้ กรีลิช เคยมีข่าวเชื่อมโยงกับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในตอนซัมเมอร์ก่อนหน้าที่ผ่านมา แต่ว่าพวกเขาไม่พร้อมที่จะจ่ายค่าจ้าง 80 ล้านปอนด์ ดังที่ แอสตัน วิลลา ได้ตั้งเอาไว้

Posts navigation

1 2 3 10 11 12 13 14 15 16 23 24 25
Scroll to top